วันอังคารที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2553
Mundane Astrology House ภพในโหราศาสตร์บ้านเมือง
โหราศาสตร์บ้านเมือง
Mundane Astrology
ภพในโหราศาสตร์บ้านเมือง จากหนังสือ โหราศาสตร์การเมือง สำหรับ พยากรณ์เหตุการณ์บ้านเมืองนานาประเทศ; โดย อ.จรัญ พิกุล พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ.2493 หน้า 38-42
ภพที่ 1 หรือลัคนา หมายถึง ประเทศและประชาชนพลเมืองโดยส่วนรวมทั้งหมด สภาพทั่วไปของความไพบูลย์รุ่งเรืองและสุขภาพ
ภพที่ 2 หมายถึง เศรษฐทรัพย์ของชาติ การคลัง ภาษี ศุลกากร และธุรกิจทั้งหมดที่เกี่ยวกับการเงิน เช่น ธนาคาร ตลาดหุ้น และการค้า
ภพที่ 3 การขนส่ง การคมนาคมภายใน เช่น ทางรถไฟ ถนน แม่น้ำ รถยนต์ ตลอดจนการให้ข่าวสื่อสาร เช่น ที่ทำการไปรษณีย์ โทรเลข โทรศัพท์ภายในประเทศ หนังสือพิมพ์ นิตยสาร หนังสือเล่ม และบรรดาเพื่อนบ้านใกล้เคียง งานด้านวรรณกรรมและการศึกษา (โรงเรียนอนุบาลอยู่ในภพที่5)
ภพที่ 4 หมายถึง ที่ดิน เจ้าของที่ดินและคนงานที่เกี่ยวกับงานดิน พืชผลไร่นาธัญญาหาร เหมืองแร่ สาธารณอาคาร พรรคฝ่ายค้านในรัฐสภา หรือฝ่ายตรงข้ามกับรัฐบาล
ภพที่ 5 หมายถึง การมหรสพต่างๆ สถานที่รื่นเริงและหย่อนใจ คนเกิด เด็ก โรงเรียน กีฬา การพนันขันต่อ เรื่องที่เกี่ยวกับสังคมชั้นสูงและงานสังคม
ภพที่ 6 หมายถึง การสาธารณสุข หรือความเจ็บไข้ บริการของชาติ กองทัพบก-เรือ ข้าราชการพลเรือน และชนชั้นกรรมาชีพ
ภพที่ 7 หมายถึง การต่างประเทศ ความสัมพันธ์กับต่างประเทศไม่ว่ามิตรหรือศัตรู การเมืองหรือการค้า การแต่งงานหรือการสมรสของประชาชน การหย่าร้าง (คงหมายถึงกรณีมีบาปเคราะห์) ผู้หญิง สินค้าขาเข้า และสงคราม
ภพที่ 8 หมายถึง การตาย ประเภทของคนที่ตาย ภาษีคนตาย ความสัมพันธ์ทางการเงินกับต่างประเทศ ความลับของรัฐบาล โรคระบาด สภาองคมนตรี
ภพที่ 9 หมายถึง การเดินเรือ การคมนาคมทางทะเล และระยะทางไกล การบินไม่ว่าจะเกี่ยวกับคนโดยสารหรือสินค้า สายโทรเลข โทรศัพท์ทางไกล การศาสนา วิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัย การโฆษณา การวิทยุ การหนังสือพิมพ์ ข่าวสารการเมืองนอกประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ ศาสตราจารย์ การพิมพ์ และสถาบัน
ภพที่ 10 หมายถึง กษัตริย์ ประธานาธิบดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งคณะรัฐบาลและผู้รับผิดชอบ บุคคลสำคัญของชาติ การค้าของประเทศ สินเชื่อและอำนาจ เกียรติคุณชื่อเสียงของประเทศ
ภพที่ 11 หมายถึง รัฐสภา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สภาการเมืองและท้องถิ่น นโยบายและความมุ่งหมายของชาติ สัมพันธมิตรกับประเทศต่างๆ การบัญญัติกฎหมาย
ภพที่ 12 หมายถึง เรือนจำ ที่ดัดสันดาน อาชญากร จารชน ศัตรูลึกลับของประเทศทั้งภายในและภายนอกประเทศสมาคมหรือคณะพรรคลับ โรงพยาบาลโรคจิต โรงทาน องค์การประชาสงเคราะห์ทั่วไป เช่น โรงพยาบาล สถานรับเงินการกุศล วินาศกรรม ความทุกข์ระทม ความสูญเสียของชาติ ศาสนาเร้นลับ
Mundane Astrology
ภพในโหราศาสตร์บ้านเมือง จากหนังสือ โหราศาสตร์การเมือง สำหรับ พยากรณ์เหตุการณ์บ้านเมืองนานาประเทศ; โดย อ.จรัญ พิกุล พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ.2493 หน้า 38-42
ภพที่ 1 หรือลัคนา หมายถึง ประเทศและประชาชนพลเมืองโดยส่วนรวมทั้งหมด สภาพทั่วไปของความไพบูลย์รุ่งเรืองและสุขภาพ
ภพที่ 2 หมายถึง เศรษฐทรัพย์ของชาติ การคลัง ภาษี ศุลกากร และธุรกิจทั้งหมดที่เกี่ยวกับการเงิน เช่น ธนาคาร ตลาดหุ้น และการค้า
ภพที่ 3 การขนส่ง การคมนาคมภายใน เช่น ทางรถไฟ ถนน แม่น้ำ รถยนต์ ตลอดจนการให้ข่าวสื่อสาร เช่น ที่ทำการไปรษณีย์ โทรเลข โทรศัพท์ภายในประเทศ หนังสือพิมพ์ นิตยสาร หนังสือเล่ม และบรรดาเพื่อนบ้านใกล้เคียง งานด้านวรรณกรรมและการศึกษา (โรงเรียนอนุบาลอยู่ในภพที่5)
ภพที่ 4 หมายถึง ที่ดิน เจ้าของที่ดินและคนงานที่เกี่ยวกับงานดิน พืชผลไร่นาธัญญาหาร เหมืองแร่ สาธารณอาคาร พรรคฝ่ายค้านในรัฐสภา หรือฝ่ายตรงข้ามกับรัฐบาล
ภพที่ 5 หมายถึง การมหรสพต่างๆ สถานที่รื่นเริงและหย่อนใจ คนเกิด เด็ก โรงเรียน กีฬา การพนันขันต่อ เรื่องที่เกี่ยวกับสังคมชั้นสูงและงานสังคม
ภพที่ 6 หมายถึง การสาธารณสุข หรือความเจ็บไข้ บริการของชาติ กองทัพบก-เรือ ข้าราชการพลเรือน และชนชั้นกรรมาชีพ
ภพที่ 7 หมายถึง การต่างประเทศ ความสัมพันธ์กับต่างประเทศไม่ว่ามิตรหรือศัตรู การเมืองหรือการค้า การแต่งงานหรือการสมรสของประชาชน การหย่าร้าง (คงหมายถึงกรณีมีบาปเคราะห์) ผู้หญิง สินค้าขาเข้า และสงคราม
ภพที่ 8 หมายถึง การตาย ประเภทของคนที่ตาย ภาษีคนตาย ความสัมพันธ์ทางการเงินกับต่างประเทศ ความลับของรัฐบาล โรคระบาด สภาองคมนตรี
ภพที่ 9 หมายถึง การเดินเรือ การคมนาคมทางทะเล และระยะทางไกล การบินไม่ว่าจะเกี่ยวกับคนโดยสารหรือสินค้า สายโทรเลข โทรศัพท์ทางไกล การศาสนา วิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัย การโฆษณา การวิทยุ การหนังสือพิมพ์ ข่าวสารการเมืองนอกประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ ศาสตราจารย์ การพิมพ์ และสถาบัน
ภพที่ 10 หมายถึง กษัตริย์ ประธานาธิบดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งคณะรัฐบาลและผู้รับผิดชอบ บุคคลสำคัญของชาติ การค้าของประเทศ สินเชื่อและอำนาจ เกียรติคุณชื่อเสียงของประเทศ
ภพที่ 11 หมายถึง รัฐสภา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สภาการเมืองและท้องถิ่น นโยบายและความมุ่งหมายของชาติ สัมพันธมิตรกับประเทศต่างๆ การบัญญัติกฎหมาย
ภพที่ 12 หมายถึง เรือนจำ ที่ดัดสันดาน อาชญากร จารชน ศัตรูลึกลับของประเทศทั้งภายในและภายนอกประเทศสมาคมหรือคณะพรรคลับ โรงพยาบาลโรคจิต โรงทาน องค์การประชาสงเคราะห์ทั่วไป เช่น โรงพยาบาล สถานรับเงินการกุศล วินาศกรรม ความทุกข์ระทม ความสูญเสียของชาติ ศาสนาเร้นลับ
ประวัติชาร์ คาร์เตอร์ Charles Carter Astrology วิธีการพยากรณ์โหราศาสตร์สมรสของชาร์ล คาร์เตอร์
CarterCHARLES E. O. CARTER
(31st January 1887 – 4th October 1968)
The Greatest British Astrologer of the Twentieth Century
ชาร์ล คาร์เตอร์ นักโหราศาสตร์ชาวอังกฤษ(
((Charles Ernest Owen Carter)
เกิดที่ปากณ์สโตน ประเทศอังกฤษ เมื่อวันที่31 มกราคม คศ.1887 ชาวราศีกุมภ์ เมื่ออายุ35ปี ประมาณปีคศ.1922 ชาร์ลได้เป็นประธาน Astrological Lodge of London (ก่อตั้งโดย Alan Leo in 1915)ต่อมาได้ก่อตั้งโรงเรียนโหราศาสตร์ที่ประเทศอังกฤษชื่อว่าFaculty of Astrological Studies ในปีคศ.1948 ท่านชาร์ล คาร์เตอร์นั้นเป็นนักโหราศาสตร์ที่โด่งดังมากในหลายประเทศ และเป็นนักโหราศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่จวบจนปัจจุบัน ได้เขียนตำราโหราศาสตร์สากล ฝากใว้ให้ชนรุ่นหลังได้ศึกษาดังนี้
'The Encyclopaedia of Psychological Astrology' (1924)
'The Principles of Astrology' (1925)
'The Seven Great Problems of Astrology' (1927)
'The Zodiac and the Soul' (1928)
'Symbolic Directions in Modern Astrology' (1929)
'The Astrological Aspects' (1930)
'The Astrology of Accidents' (1932)
'Some Principles of Horoscopic Delineation' (1934)
'Essays on the Foundations of Astrology' (1947)
'An Introduction to Political Astrology' (1951)
ชาร์ล คาร์เตอร์ได้ตายใน1968เดือนตุลคม ขณะที่จันทร์โปรเกรสกุมอาทิตย์และอังคารโปรเกรส
วิธีการพยากรณ์โหราศาสตร์สมรสของชาร์ล คาร์เตอร์
โดยทั่วๆไปการสมรสนั้น สนใจดาวศุกร์ ระยะวังกะไม่เกิน1องศา ของระยะเชิงมุมหรือการเข้าไปมีมุมสัมพันธ์กับดาวเจ้าเรือนภพ7
แต่ชาร์ คาร์เตอร์ได้ตั้งข้อสังเกตใหม่ว่า
การแต่งงานที่เกิดขึ้นเมื่ออายุยังน้อยหรือแต่งงานเร็วนั้นคือช่วงอายุ19 – 25 ขึ้นอยู่กับอาทิตย์ ศุกร์ อังคารและพฤหัส มีมุมสัมพันธ์ดีกับเจ้าเรือนภพ7
การแต่งงานระหว่างอายุ 25 - 30 น่าจะเกิดจากอิทธิพลของดาวเสาร์ ที่ไปมีปฏิสัมพันธ์กับเจ้าเรือนภพ 7 ถ้าแต่งงานช้ามากแสดงถึงมีมุมไม่ดีระหว่างเสาร์กับภพ7 เจ้าเรือนภพ7 จะมีการแต่งงานที่มากกว่า30ปีขึ้นไป
การหย่าร้างและการเป็นโสดจนกระทั้งไม่มีการแต่งงานเกหิดขึ้นน่าจะเป็นระยะเชิงมุมที่ไม่ดีระหว่างดาวเสาร์กับอาทิตย์ สำหรับผู้หญิงและจันทร์กับเสาร์ในดวงชะตาชาย
ดาวศุกร์เป็นดาวเกี่ยวกับความรักมีระยะเชิงมุมร้ายกับเสาร์ซึ่งแปลว่าล่าช้า ซึ่งทั้งสองดาวนี้ไปเกี่ยวข้องกับภพ7เจ้าเรือนภพ7 จะเป็นการยืนยันว่าน่าจะเป็นโสดแน่ๆไม่มีการแต่งงาน
ในความเห็นBogger ศุกร์กุมเสาร์ นั้นส่วนมากจะเป็นการหึงหวงเป็นอย่างมาก สุดท้ายก็มีความทุกข์(เสาร์)และอาจจะตึความในดวงว่าสาวแก่หรือมีคนรักเป็นคนที่อายุมากกว่า ท่านใดที่มีศุกร์ทำมุมไม่ดีกับเสาร์ ตามดวงที่เคยเจอมามักจะเลิกลากันไปในที่สุด
(31st January 1887 – 4th October 1968)
The Greatest British Astrologer of the Twentieth Century
ชาร์ล คาร์เตอร์ นักโหราศาสตร์ชาวอังกฤษ(
((Charles Ernest Owen Carter)
เกิดที่ปากณ์สโตน ประเทศอังกฤษ เมื่อวันที่31 มกราคม คศ.1887 ชาวราศีกุมภ์ เมื่ออายุ35ปี ประมาณปีคศ.1922 ชาร์ลได้เป็นประธาน Astrological Lodge of London (ก่อตั้งโดย Alan Leo in 1915)ต่อมาได้ก่อตั้งโรงเรียนโหราศาสตร์ที่ประเทศอังกฤษชื่อว่าFaculty of Astrological Studies ในปีคศ.1948 ท่านชาร์ล คาร์เตอร์นั้นเป็นนักโหราศาสตร์ที่โด่งดังมากในหลายประเทศ และเป็นนักโหราศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่จวบจนปัจจุบัน ได้เขียนตำราโหราศาสตร์สากล ฝากใว้ให้ชนรุ่นหลังได้ศึกษาดังนี้
'The Encyclopaedia of Psychological Astrology' (1924)
'The Principles of Astrology' (1925)
'The Seven Great Problems of Astrology' (1927)
'The Zodiac and the Soul' (1928)
'Symbolic Directions in Modern Astrology' (1929)
'The Astrological Aspects' (1930)
'The Astrology of Accidents' (1932)
'Some Principles of Horoscopic Delineation' (1934)
'Essays on the Foundations of Astrology' (1947)
'An Introduction to Political Astrology' (1951)
ชาร์ล คาร์เตอร์ได้ตายใน1968เดือนตุลคม ขณะที่จันทร์โปรเกรสกุมอาทิตย์และอังคารโปรเกรส
วิธีการพยากรณ์โหราศาสตร์สมรสของชาร์ล คาร์เตอร์
โดยทั่วๆไปการสมรสนั้น สนใจดาวศุกร์ ระยะวังกะไม่เกิน1องศา ของระยะเชิงมุมหรือการเข้าไปมีมุมสัมพันธ์กับดาวเจ้าเรือนภพ7
แต่ชาร์ คาร์เตอร์ได้ตั้งข้อสังเกตใหม่ว่า
การแต่งงานที่เกิดขึ้นเมื่ออายุยังน้อยหรือแต่งงานเร็วนั้นคือช่วงอายุ19 – 25 ขึ้นอยู่กับอาทิตย์ ศุกร์ อังคารและพฤหัส มีมุมสัมพันธ์ดีกับเจ้าเรือนภพ7
การแต่งงานระหว่างอายุ 25 - 30 น่าจะเกิดจากอิทธิพลของดาวเสาร์ ที่ไปมีปฏิสัมพันธ์กับเจ้าเรือนภพ 7 ถ้าแต่งงานช้ามากแสดงถึงมีมุมไม่ดีระหว่างเสาร์กับภพ7 เจ้าเรือนภพ7 จะมีการแต่งงานที่มากกว่า30ปีขึ้นไป
การหย่าร้างและการเป็นโสดจนกระทั้งไม่มีการแต่งงานเกหิดขึ้นน่าจะเป็นระยะเชิงมุมที่ไม่ดีระหว่างดาวเสาร์กับอาทิตย์ สำหรับผู้หญิงและจันทร์กับเสาร์ในดวงชะตาชาย
ดาวศุกร์เป็นดาวเกี่ยวกับความรักมีระยะเชิงมุมร้ายกับเสาร์ซึ่งแปลว่าล่าช้า ซึ่งทั้งสองดาวนี้ไปเกี่ยวข้องกับภพ7เจ้าเรือนภพ7 จะเป็นการยืนยันว่าน่าจะเป็นโสดแน่ๆไม่มีการแต่งงาน
ในความเห็นBogger ศุกร์กุมเสาร์ นั้นส่วนมากจะเป็นการหึงหวงเป็นอย่างมาก สุดท้ายก็มีความทุกข์(เสาร์)และอาจจะตึความในดวงว่าสาวแก่หรือมีคนรักเป็นคนที่อายุมากกว่า ท่านใดที่มีศุกร์ทำมุมไม่ดีกับเสาร์ ตามดวงที่เคยเจอมามักจะเลิกลากันไปในที่สุด
วันเสาร์ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2553
Alan Leo Book How to Judge a Nativity วิธีอ่านดวงชะตากำเนิดส่วนบุคคล
How to Judge a Nativity
แต่งโดยอลันลีโอ(Alan Leo) นักโหราศาสตร์ชาวอังกฤษชื่อจริง W.F. Allen ค.ศ. 1860-1917 William Frederick Allan (Alan Leo) เกิดที่Westminster, ลอนดอน วันที่ 7 สิงหาคม 18609ตายที่ Bude, 30 August 1917 เป็นนักโหราศาสตร์สมัยใหม่ ที่โด่งดังตีพิมพ์ผลงานด้านโหราศาสตร์สากลออกมามากมาย ในช่วงปัจฉิมวัยได้ไปท่องเที่ยวที่ประเทศอินเดีย มีโอกาสได้ศึกษาวิชาโหราศาสตร์อินเดีย ต่อมาได้หล่อหลอมวิชาโหราศาสตร์ทั้งสากลและอินเดียเข้าด้วยกันหรือในสมัยปัจจุบันนิยมว่าบูรณาการ
หนังสือโหราศาสตร์สากลเล่มนี้เป็นพื้นฐานในการทำความเข้าใจในการพยากรณ์ของพื้นดวงกำเนิด ชะตาส่วนบุคคล ว่าด้วยเรื่องต่างๆทั้ง12เรือน
ttp://books.google.co.th/books?id=mPEGVdg7c5MC&lpg=PR2&ots=LlxajoOeiJ&dq=alan%20leo&pg=PR2#v=onepage&q=&f=false
Introduction
Chapter I - The Twelve Houses of the Horoscope
Chapter II - The Twelve Signs of the Zodiac
Chapter III - The Luminaries and the Planets
Chapter IV - The Aspects
Chapter V - The Three Centres: Sun, Moon and Ascendant
Chapter VI - The Ascendant or Rising Sign
Chapter VII - The Ruling Planet
Chapter VIII - Health and the Hyleg. Length of Life and the Apheta
Chapter IX - The Second House. Wealth and Finance, and Hereditary Position
Chapter X - The Third House. Brethren and Relatives, Short Journeys, The Mind
Chapter XI - The Fourth House. Environment, Home, Parents; the End of Life
Chapter XII - The Fifth House. Children, Enterprise, Speculation, Gains, Love Affairs, Etc.
Chapter XIII - The Sixth House. Sickness, Servants, Work, etc.
Chapter XIV - The Seventh House. Marriage, Partnerships, Enemies, etc.
Chapter XV - The Eighth House. Death, and the Dream Consciousness
Chapter XVI - The Ninth House. Philosophy and Travel
Chapter XVII - The Mid-Heaven or Tenth House.
Chapter XVIII - The Eleventh House. Friends, Hopes and Wishes
Chapter XIX - The Twelfth House. The House of Self-Undoing
Chapter XX - A Compendium of Planetary Positions and Aspects
Chapter XXI - Concluding Remarks on Judgment
Chapter XXII - A Simple Way of Reading Horoscopes
แต่งโดยอลันลีโอ(Alan Leo) นักโหราศาสตร์ชาวอังกฤษชื่อจริง W.F. Allen ค.ศ. 1860-1917 William Frederick Allan (Alan Leo) เกิดที่Westminster, ลอนดอน วันที่ 7 สิงหาคม 18609ตายที่ Bude, 30 August 1917 เป็นนักโหราศาสตร์สมัยใหม่ ที่โด่งดังตีพิมพ์ผลงานด้านโหราศาสตร์สากลออกมามากมาย ในช่วงปัจฉิมวัยได้ไปท่องเที่ยวที่ประเทศอินเดีย มีโอกาสได้ศึกษาวิชาโหราศาสตร์อินเดีย ต่อมาได้หล่อหลอมวิชาโหราศาสตร์ทั้งสากลและอินเดียเข้าด้วยกันหรือในสมัยปัจจุบันนิยมว่าบูรณาการ
หนังสือโหราศาสตร์สากลเล่มนี้เป็นพื้นฐานในการทำความเข้าใจในการพยากรณ์ของพื้นดวงกำเนิด ชะตาส่วนบุคคล ว่าด้วยเรื่องต่างๆทั้ง12เรือน
ttp://books.google.co.th/books?id=mPEGVdg7c5MC&lpg=PR2&ots=LlxajoOeiJ&dq=alan%20leo&pg=PR2#v=onepage&q=&f=false
Introduction
Chapter I - The Twelve Houses of the Horoscope
Chapter II - The Twelve Signs of the Zodiac
Chapter III - The Luminaries and the Planets
Chapter IV - The Aspects
Chapter V - The Three Centres: Sun, Moon and Ascendant
Chapter VI - The Ascendant or Rising Sign
Chapter VII - The Ruling Planet
Chapter VIII - Health and the Hyleg. Length of Life and the Apheta
Chapter IX - The Second House. Wealth and Finance, and Hereditary Position
Chapter X - The Third House. Brethren and Relatives, Short Journeys, The Mind
Chapter XI - The Fourth House. Environment, Home, Parents; the End of Life
Chapter XII - The Fifth House. Children, Enterprise, Speculation, Gains, Love Affairs, Etc.
Chapter XIII - The Sixth House. Sickness, Servants, Work, etc.
Chapter XIV - The Seventh House. Marriage, Partnerships, Enemies, etc.
Chapter XV - The Eighth House. Death, and the Dream Consciousness
Chapter XVI - The Ninth House. Philosophy and Travel
Chapter XVII - The Mid-Heaven or Tenth House.
Chapter XVIII - The Eleventh House. Friends, Hopes and Wishes
Chapter XIX - The Twelfth House. The House of Self-Undoing
Chapter XX - A Compendium of Planetary Positions and Aspects
Chapter XXI - Concluding Remarks on Judgment
Chapter XXII - A Simple Way of Reading Horoscopes
Astrological progressions การพยากรณ์ดวงชะตาจรตามอายุขัย
Astrological progressions
การพยากรณ์ดวงชะตาจรตามอายุขัย
การพยากรณ์ดวงชะตาอายุจร เป็นการพยากรณ์จรดวงชะตาชนิดหนึ่งที่ทำนายอนาคตและแนวโน้มของการพัฒนาการของดวงชะตากำเนิดเมื่ออายุเพิ่มมากขึ้น นอกเหนือจากการพยากรณ์จากดาวจรปัจจุบัน (Transits) การพยากรณ์ดวงชะตาอายุจร(Progressing)ในที่นี้จะยึดหลักปรัชญาว่า1วันเท่ากับ1ปีคืออายุเพิ่มขึ้น1ปีในโลกเท่ากับ1วันในสวรรค์(Secondary progression or 'a-day-for-a-year')ดังนั้นการพยากรณ์ชนิดนี้จึงเริ่มนับอายุตั้งแต่เกิดจนถึงปัจจุบันหรือในปีประสงค์ แล้วผูกดวงชะตาขึ้นมาใหม่
การพยากรณ์ดวงชะตาจรตามอายุขัย(Progressing)ในโหราศาสตร์สากลที่นิยมในปัจจุบันนั้นมี 2 แบบใหญ่ๆคือ
1.ดวงชะตาอายุจร(Secondary progression) 1ปีเท่ากับ1วัน
2 องศาสุริยะอายุจร (Solar arc progression) or 'a-degree-for-a-year' progression
1องศาเท่ากับ1ปี
ทั้ง2ระบบนี้เป็นการพยากรณ์จรตามดวงชะตาใครดวงชะตามัน คือเป็นการพยากรณ์โดยเฉพาะของดวงชะตากำเนิดที่จรตามอายุขัย ลัคนาและเมอริเดียน ตลอดจนราศีและเรือนจะเปลี่ยนไป
การพยากรณ์ดวงชะตาจรตามอายุขัยชนิดอื่นๆ( Other progression methods)
• Minor progression - one lunar month after birth equals one year of life
• 1 เดือนเท่ากลับ1ปี
• Tertiary progression - one day after birth equals one lunar month of life
• 1วันเท่ากับ1เดือน
• Converse progression - one day before birth equals one year of life, (and so on backwards in time).
• 1วันก่อนเกิดเท่ากับ1ปี ชาติปัจจุบันหรือหลังเกิด
• Ascendant arc progression - planets are moved the same distance as the secondary progressed ascendant
• Symbolic arc progression - planets are moved an orbitrary number of degrees a year eg. 3 degrees for each year, 5 degrees and so on.
การแปลความหมาย(Interpretation)
การแปลความหมายโดยทั่วๆไป ยึดหลักการพยากรณ์เช่นเดียวกับการพยากรณ์จรบนท้องฟ้าปัจจุบันคือดาวกระทบดาว ว่าดาวจรให้ผลอย่างไรกับดวงเดิม ดีหรือเสียในปีนั้น แต่ดวงชะตาอายุขัยจรนี้จะเน้นไปที่ดวงชะตาส่วนบุคคลและดาวเคราะห์ชนิดวงในเป็นหลักเช่นลัคนา เมอริเดียน อาทิตย์ จันทร์ พุธ ศุกร์ อังคาร
การพยากรณ์ดวงชะตาจรตามอายุขัย
การพยากรณ์ดวงชะตาอายุจร เป็นการพยากรณ์จรดวงชะตาชนิดหนึ่งที่ทำนายอนาคตและแนวโน้มของการพัฒนาการของดวงชะตากำเนิดเมื่ออายุเพิ่มมากขึ้น นอกเหนือจากการพยากรณ์จากดาวจรปัจจุบัน (Transits) การพยากรณ์ดวงชะตาอายุจร(Progressing)ในที่นี้จะยึดหลักปรัชญาว่า1วันเท่ากับ1ปีคืออายุเพิ่มขึ้น1ปีในโลกเท่ากับ1วันในสวรรค์(Secondary progression or 'a-day-for-a-year')ดังนั้นการพยากรณ์ชนิดนี้จึงเริ่มนับอายุตั้งแต่เกิดจนถึงปัจจุบันหรือในปีประสงค์ แล้วผูกดวงชะตาขึ้นมาใหม่
การพยากรณ์ดวงชะตาจรตามอายุขัย(Progressing)ในโหราศาสตร์สากลที่นิยมในปัจจุบันนั้นมี 2 แบบใหญ่ๆคือ
1.ดวงชะตาอายุจร(Secondary progression) 1ปีเท่ากับ1วัน
2 องศาสุริยะอายุจร (Solar arc progression) or 'a-degree-for-a-year' progression
1องศาเท่ากับ1ปี
ทั้ง2ระบบนี้เป็นการพยากรณ์จรตามดวงชะตาใครดวงชะตามัน คือเป็นการพยากรณ์โดยเฉพาะของดวงชะตากำเนิดที่จรตามอายุขัย ลัคนาและเมอริเดียน ตลอดจนราศีและเรือนจะเปลี่ยนไป
การพยากรณ์ดวงชะตาจรตามอายุขัยชนิดอื่นๆ( Other progression methods)
• Minor progression - one lunar month after birth equals one year of life
• 1 เดือนเท่ากลับ1ปี
• Tertiary progression - one day after birth equals one lunar month of life
• 1วันเท่ากับ1เดือน
• Converse progression - one day before birth equals one year of life, (and so on backwards in time).
• 1วันก่อนเกิดเท่ากับ1ปี ชาติปัจจุบันหรือหลังเกิด
• Ascendant arc progression - planets are moved the same distance as the secondary progressed ascendant
• Symbolic arc progression - planets are moved an orbitrary number of degrees a year eg. 3 degrees for each year, 5 degrees and so on.
การแปลความหมาย(Interpretation)
การแปลความหมายโดยทั่วๆไป ยึดหลักการพยากรณ์เช่นเดียวกับการพยากรณ์จรบนท้องฟ้าปัจจุบันคือดาวกระทบดาว ว่าดาวจรให้ผลอย่างไรกับดวงเดิม ดีหรือเสียในปีนั้น แต่ดวงชะตาอายุขัยจรนี้จะเน้นไปที่ดวงชะตาส่วนบุคคลและดาวเคราะห์ชนิดวงในเป็นหลักเช่นลัคนา เมอริเดียน อาทิตย์ จันทร์ พุธ ศุกร์ อังคาร
วันศุกร์ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2553
วิตามินกับโหราศาสตร์Vitamin Astrology
วิตามินกับโหราศาสตร์
Vitamin Astrology
วิตามิน เป็นสารอินทรีย์ที่สิ่งมีชีวิตจำเป็นต้องได้รับในบริมาณเล็กน้อย สำหรับการเติบโต ขยายพันธุ์ และช่วยให้ให้มีสุขภาพดี ถ้าสิ่งมีชีวิตขาดวิตามินตัวใดตัวหนึ่งจะมีอาการป่วยซึ่งมีลักษณะเฉพาะขึ้นกับวิตามินที่ขาด
วิตามินแบ่งออกเป็น 2 จำพวก คือ
วิตามินที่ละลายในน้ำ เช่น B1, B2, B3, B5, B6, B12, H, M, C เป็นต้น
วิตามินที่ละลายในไขมันเช่น A, D, E, K เป็นต้น
[แก้] ชื่อเรียก
วิตามินมีชื่อเรียก ดังนี้
วิตามินเอ : Retinol อาทิตย์(sun)มีอทธิพล
วิตามินเอ มีส่วนประกอบสำคัญของคอร์เนีย และยังมีผลต่อการเจริญเติบโต การสร้างกระดูก และระบบสืบพันธุ์ นอกจากนี้ ยังป้องกันการติดเชื้อระบบทางเดินอาหาร ระบบทางเดินหายใจ และระบบขับปัสสาวะ ทำให้ผิวและผมแข็งแรง ค้นพบโดย ดร. อี.วี. แมคคอลลัม (E.V. McCollum) นักวิทยาศาสตร์ชาวสหรัฐอเมริกา
วิตามินเอ แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มอยู่ในรูปแบบวิตามินอยู่แล้ว (Proformed Vitamin A)หรือเรียกว่า Retinol ซึ่งได้มาจากเนื้อสัตว์ เช่น น้ำมันตับปลา กำลังจะเป็นวิตามินเอ (Provitamin A) หรือเรียกว่า Carotene เป็นสารที่เมื่อเข้าสู่รางกายจึงได้รับการเปลี่ยนเป็นวิตามินเอ พบมาในผักสีต่างๆ เช่น แครอท ผักโขม
ประโยชน์
ช่วยบำรุงสายตา และแก้โรคตามัวตอนกลางคืน (Night Blindness) อาทิตย์-จันทร์
ช่วยให้กระดูก ผม ฟัน และเหงือกแข็งแรง อาทิตย์ – พุธ-เสาร์
สร้างความต้านทานให้ระบบหายใจ
ช่วยสร้างภูมิชีวิตให้ดีขึ้น และทำให้หายป่วยเร็วขึ้น อาทิตย์-เนปจูน
ช่วยในเรื่องของผิวพรรณ ลดการอักเสบของสิว และช่วยลบจุดด่างดำ อาทิตย์-ศุกร์
ช่วยบรรเทาโรคเกี่ยวกับไทรอยด์
วิตามินบี 1 : Thiamine พุธมีอิทธิพล
วิตามินบี1 หรือ Thiamin เป็นวิตามินที่ร่างกายไม่สามารถสร้างขึ้นเองได้ ต้องรัปประทานอาหารหรืออาหารเสริม มีคุณสมบัติพิเศษคือไม่มีพิษตกค้าง ถ้ามีมากเกินไป ร่างกายจะขับออกมาทันที
ประโยชน์
จำเป็นต่อการทำงานของสมอง ระบบประสาท ระบบย่อย หัวใจและกล้ามเนื้อ
ช่วยให้เจริญอาหารและช่วยในการเจริญเติบโตของร่างกาย
ช่วยแก้อาการเมาคลื่นและเมาอากาศ
ช่วยเพิ่มภูมิชีวิตและรักษางูสวัดให้หายเร็วขึ้น
ช่วยให้แข่งแรง
วิตามินบี 2 : Riboflavin ดาวอังคารมีอิทธิพล
ใช้ในการเจริญเติบโต เมื่อขาดจะกลายเป็นคนแคระเกร็น จำเป็นต่อเอนไซม์และกระบวนการเมทาบอลิซึมของสารอาหารต่างๆ ในร่างกาย โดยเฉพาะไขมัน ป้องกันไขมันอุดตันในเส้นเลือด อันเป็นสาเหตุให้เส้นเลือดแข็งตัว ขจัดไขมันชนิดอิ่มตัวในเส้นเลือด เหตุนี้เองวิตามินบี2 จึงได้สมญาว่า "วิตามินป้องกันไขมัน" วิตามินบี2 ช่วยระงับอาการตาแฉะได้ จึงใช้เป็นส่วนประกอบในยาหยอดตา
วิตามินบี 3 : Niacin ดาวศุกร์-พฤหัส-เสาร์
วิตามินบี3 หรือ ไนอะซิน (Niacin) หรือกรดนิโคตินิก Nicotinic Acid ซึ่งจำเป็นใน Lipid Metabolism,Tissue respiration และ Glycogenolysis Nicotinic Acid ในปริมาณสูงๆจึงสามารถลดระดับโคเลสเตอรอลในเลือดได้ โดยฤทธิ์ของยาจะทำให้ระดับ Triacylglycerol ใน Plasma และ VLDL ลดลงภายใน 1-4 วัน ส่วนฤทธิ์ในการลดระดับโคเลสเตอรอลและ LDL นั้น 5-7 วันจึงจะเห็นผล และนอกจากนั้น Nicotinic Acid ยังสามารถเพิ่ม HDL อีกด้วย จากการทดลองผลการลดระดับไขมันในเลือดจะเกิดประสิทธิภาพสูงสุดหลังรับประทานยา 5-7 สัปดาห์ ยาส่วยเกินที่รับประทานเข้าไปจะขับออกจากร่างกายผ่านทางปัสสาวะ
ประโยชน์
ช่วยทำลายพิษหรือท็อกซินจากมลพิษ แอลกอฮอล์และยาเสพติด
รักษาโรคทางจิตและโรคเกี่ยวกับความผิดปกติทางสมอง
ช่วยให้อาการต่างๆ ของผู้ป่วยเบาหวานดีขึ้น
ช่วยรักษาโรคปวดหัวไมเกรน
ช่วยบรรเทาโรคอาร์ไทรทิสหรือข้ออักเสบ
ช่วยกระตุ้นและแก้ไขความบกพร่องทางเพศ
ช่วยลดความดันโลหิตสูงประจำ
วิตามินบี 5 : Pantothenic Acid ดาวอังคาร-เนปจูน
วิตามินบี 5 หรือ Pantothenic Acid เป็นวิตามินในการสร้างความเจริญเติบโตของร่างกาย ช่วยสร้างเซลล์ใหม่และช่วยบำรุงระบบประสาท
ร่างกายคนเราต้องการวิตามินบี5 อย่างน้อย 200 มิลลิกรัม
ประโยชน์
ช่วยสร้างแอนติบอดีซึ่งเป็นตัวสำคัญของภูมิชีวิต
เมื่อร่างกายเปลี่ยนไขมันที่สะสมไว้ให้เป็นน้ำตาลเพื่อสร้างพลังงาน วิตามินบี5 จะเป็นตัวสำคัญในการเปลี่ยนไขมันเป็นน้ำตาล ช่วยให้บาดแผลหายเร็วขึ้น ช่วยให้ร่างกายหายจากการช็อกหลังการผ่าตัดใหญ่
ช่วนให้อาการอ่อนเพลียหายเร็วขึ้น
วิตามินบี 6 : Pyridoxine ดาวอังคาร-พฤหัส อาทิตย์-เสาร์
วิตามินบี 6 (อังกฤษ: Pyridoxine) เป็นวิตามินที่มักใช้ร่วมกับบี1 และบี12 ซึ่งวิตามินบี1 ทำงานกับคาร์โบไฮเดรตส่วนวิตามินบี6 และบี12 ทำงานร่วมกับโปรตีนและไขมัน ร่างกายคนเราต้องการวิตามินบี6 ประมาณ 1.5 มิลลิกรัม
ประโยชน์
ช่วยเปลี่ยนกรดอมิโนให้เป็นวิตามินบี3 หรือไนอะซิน
ช่วยร่างกายสร้างภูมิต้านทานแอนติบอดี และช่วยสร้างเซลล์โลหิตใด้ดียิ่งขึ้น
ช่วยร่างกายสร้างน้ำย่อยในกระเพาะอาหารและแร่ธาตุแมกนีเซียม
ช่วยบรรเทาโรคที่เกิดจากระบบประสาทและผิวหนัง
ช่วยบรรเทาการคลื่นไส้อาเจียน
ช่วยบรรเทาอาการปากแห้งและคอแห้ง
ช่วยแก้การเป็นตะคริว แขนขาชาและช่วยขับปัสสาวะ
วิตามินบี 7 : Biotin ดาวศุกร์ – เสาร์ ศุกร์-พฤหัส
วิตามิน บี 7 (ไบโอติน) มีหน้าที่ช่วยในกระบวนการเมตาบอลิสมของกรดไขมัน และกรดอะมิโน ช่วยถนอมผิวพรรณให้ปกติ รักษาโรคทางระบบประสาท เช่นโรคนอนไม่หลับ โรคซึมเศร้า ไบโอตินพบได้ใน ตับ ถั่วต่างๆ ผลไม้ ยีสต์ มะเขือเทศ ไข่แดง อาหารธรรมดามีไบโอตินเพียงพอ แต่ผู้ชอบรับประทานไข่ดิบเป็นประจำ ไข่ขาวดิบจะรวมตัวกับไบโอติน ขัดขวางการย่อยและดูดซึมโปรตีนในกระเพาะ และลำไส้ ผู้รับประทานไข่ดิบคราวละหลายฟองอยู่เสมอ มีโอกาสขาดไบโอตินสูงกว่าคนอื่น จึงควรต้มไข่ให้สุกเพื่อขจัดปัญหา แบคทีเรียในลำไส้สร้างไบโอตินขึ้นเองได้ แต่ผู้ใช้ยาปฏิชีวนะพร่ำเพรื่อ ยาจะทำลายแบคทีเรียชนิดนี้ เป็นผลให้ร่างกายมีไบโอตินลดลง ภาวะขาดไบโอติน ผิวหนังจะเกิดผดผื่น ขนร่วง อ่อนเพลีย คลื่นไส้ อาเจียน
วิตามินบี 9 : Folic Acid ดาวจันทร์-อังคาร-เสาร์
วิตามิน บี9 – กรดโฟลิค มีประโยชน์สำหรับการสังเคราะห์ DNA และการเจริญเติบโตของเซลล์ และยังจำเป็นในการสร้างเซลล์เม็ดเลือดแดง, การสร้างพลังงาน กรดโฟลิคนั้นเป็นสิ่งจำเป็นในการสร้าง Heme ซึ่งเป็นธาตุเหล็กที่เป็นส่วนประกอบสำคัญในฮีโมโกบิน เพื่อการลำเลียงออกซิเจนในร่างกาย และจำเป็นต่อเซลล์ส่วนต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องต่อโคเอ็นไซม์ในการสังเคราะห์ RNA และ DNA อีกทั้งยังจำเป็นต่อการเผาผลาญโปรตีน และการรักษาโรคโลหิตจาง วิตามินบี 9 ยัง ช่วยในเรื่องการย่อยอาหาร และระบบประสาท ช่วยในเรื่องจิตใจและอารมณ์ เพราะสารอาหารนี้ช่วยในเรื่องระบบประสาท จึงมีผลให้ผ่อนคลายด้านอารมณ์ ความวิตกกังวลและความเครียดที่เป็นอยู่ได้ - - - อาการเมื่อขาดวิตามินบี 9 คือ ท้องเสีย, เสียดท้องหรือท้องผูก กรดโฟลิคนั้นมีความจำเป็นต่อการพัฒนาระบบประสาทของทารกในครรภ์ด้วย การขาดวิตามินบี9 - - การขาดวิตามินบี9 ในเด็กทารกที่ยังไม่คลอดนั้น อาจเพิ่มความเสียงต่อทารกที่จะเกิด ทำให้มีการเจริญเติบโตอย่างผิดปกติที่เกิดขึ้นกับกระดูกสันหลัง และระบบประสาทผิดปกติรุนแรง เมื่อ ขาดกรดโฟลิค จะมีอาการเหนื่อยเพลีย, เป็นสิว, ฝาดลิ้น, เป็นแผลที่มุมปาก (เช่นเดียวกับการขาดวิตามินบี2, วิตามินบี6 และธาตุเหล็ก) ผลของการขาดกรดโฟลิคในระยะยาวคือ อาจทำให้เกิดภาวะโลหิตจาง และภาวะกระดูกพรุนได้ในภายหลัง เช่นเดียวกับโอกาสในการเป็นมะเร็งลำไส้และมะเร็งปากมดลูก ขนาดรับประทาน
หญิง ที่ใช้ยาคุมกำเนิดหรือใช้ฮอร์โมนในการรักษาโรค อาจได้รับประโยชน์จากกรดโฟลิค เช่นเดียวกับเด็ก ๆ ที่ได้รับประโยชน์จากนมแพะแทนนมวัว
อันตรายของวิตามินบี9 – กรดโฟลิคแสง, ความร้อน และการเก็บวิตามินเป็นเวลานานเกินไปสามารถทำลายวิตามินนี้ได้จุดอื่น ๆ ที่น่าสนใจ - - การขาดกรดโฟลิคอาจพบทั่วไปในผู้สูบบุหรี่ พบว่ามีระดับกรดโฟลิคต่ำในปอดของผู้สูบบุหรี่ แหล่งที่มาของวิตามินบี9ในอาหาร - - ผักสดสีเขียว เช่นผักขม และบร๊อคโคลี่ และยังพบในผลไม้, ถั่วต่าง ๆ , เมล็ดข้าวธัญพืช และตับ
วิตามินบี 12 : Cyanocobalamin ดาวอังคาร –พุธ- พลูโต
วิตามินบี 12 (Cyanocobalamin) เป็นวิตามินชนิดละลายน้ำ ผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับต่อมไทรอยด์ให้ระวังการดูดซึมของบี12 สู่ร่างกายจะบกพร่องและเป็นผลให้เกิดโรคโลหิตจาง ควรกินวิตามินชนิดนี้ควบกับแคลเซียมจะทำให้การดูดซึมสู่ร่างกายดีขึ้น
ประโยชน์
ช่วยสร้างเม็ดเลือดแดง ช่วยให้เด็กเติบโตและเจริญอาหาร ช่วยให้ระบบประสาททำงานได้ดี ช่วยให้สมองไม่ฟุ้งซ่าน ความจำดีและมีสมาธิ
แหล่งอาหาร
พบมากในตับ ไต รองลงมาได้แก่ เนื้อสัตว์ ไข่แดง และอาหารหมักดอง เช่น กะปิ น้ำปลา เต้าเจี้ยว อาหารที่มาจากพืชผักทั้งหมดไม่มีวิตามิน บี 12เลย ยกเว้นอาหารหมักดอง ผู้บริโภคมังสวิรัติชนิดเคร่งครัด จึงควรบริโภค อาหารที่ได้จากการหมักด้วย การขาดวิตามิน บี12 ต้องใช้เวลา 10-15 ปี หรือนานกว่านั้น เนื่องจากเป็นวิตามินที่ละลายน้ำเพียงชนิดเดียว ที่มีการสะสมในร่างกายได้มาก
วิตามินซี : Ascorbic Acid ดาวเสาร์-เนปจูน
วิตามินซีหรือ กรดแอสคอร์บิค (Ascorbic acid) เป็นสารอาหารที่ละลายได้ในน้ำ ร่างกายไม่สามารถที่จะสร้างขึ้นเองได้ จึงจำเป็นต้องได้รับจากการรับประทานเข้าไป วิตามินซีเป็นสารต้านอนุมูลอิสระในร่างกาย ช่วยเพิ่มภูมิชีวิตได้เป็นอย่างดี เพราะสามารถป้องกันและรักษาการอักเสบอันเนื่องมาจากแบคทีเรียและไวรัสได้
ประโยชน์
เป็นตัวสร้างคอลลาเจน ซึ่งเป็นเส้นใยทำหน้าที่เชื่อมเนื้อเยื่อต่างๆ ไว้ด้วยกัน ทั้งยังเป็นตัวสร้างกระดูก ฟัน เหงือก และเส้นเลือด ช่วยให้แผลสดและแผลไฟไหม้หายเร็วขึ้น ช่วยให้การดูดซึมธาตุเหล็กดีขึ้น ซึ่งเป็นการสร้างเม็ดเลือดทางอ้อม ช่วยป้องกันการเปลี่ยนแปลงของเซลล์ (Mutation) ช่วยป้องกันไม่ให้เกิดโรคนอนหลับตายในกรณีเด็กอ่อน (SIDS: Sudden Infant Death Syndrome) ช่วยแก้โรคเลือดออกตามไรฟัน ช่วยลดคอเลสเตอรอลในเลือด
ช่วยคลายเครียด การฉีดด้วยวิตามินซีปริมาณสูง อาจช่วยหยุดยั้งโรคมะเร็งได้ โดยวิตามินอาจเข้าทำปฏิกิริยาทางเคมีในเซลล์ มะเร็ง ให้กลายเป็นกรดขึ้น ทำให้เนื้อร้ายชะงักและน้ำหนักลดไปได้
แหล่งวิตามินซี
แหล่งวิตามินซีมีมากในผักตระกูลกะหล่ำ การเก็บเกี่ยวผักผลไม้ตั้งแต่ยังไม่แก่จัด ไม่สุกดี หรือนำไปผ่านการแปรรูป ไม่ว่าจะเป็นการตากแห้ง หมักดอง จะทำลายวิตามินซีที่อยู่ในอาหารไปในปริมาณมาก
ความร้อนทำลายวิตามินซีได้ง่ายจึงไม่ควรต้มหรือผัดนานเกินไป แต่การแช่เย็นไม่ได้ทำให้ผักผลไม้สูญเสียวิตามินซี
ขนาดที่เหมาะสมมากที่สุดต่อวัน สำหรับผู้ใหญ่ คือ 250-500 มิลลิกรัม วันละ 2 ครั้ง
วิตามินดี : Ergocalciferol และ Cholecalciferol อาทิตย์
วิตามินดี (CALCIFEROL หรือ ERGOSTEROL) เป็นวิตามินที่ร่างกายต้องการเพื่อการรักษาภาวะสมดุลของระดับแคลเซียมในเลือดและในกระดูก เมื่อร่างกายได้รับแสงแดด ร่างกายสามารถสร้างวิตามินดีได้เมื่อผิวหนังได้รับแสงแดด ในกรณีที่ไม่ถูกแดด จำเป็นจะต้องได้รับวิตามินดีจากอาหารให้มากขึ้น เมื่อได้รับแสงแดดพอ ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเสริมด้วยการรับประทานวิตามินดีในรูปวิตามินรวม หรือรับประทานอาหารที่มีการเสริมด้วยวิตามินดี
วิตามินดีที่เข้าร่างกายจะถูกนำไปเก็บที่ตับเป็นส่วนใหญ่ นอกจากนี้จะเก็บที่ผิวหนัง สมอง ตับอ่อน กระดูก และลำไส้ได้ วิตามินดีช่วยในการดูดซึมแคลเซียมและฟอสฟอรัส มีความสำคัญในการสร้างกระดูกและฟันและการเจริญเติบโตตามปกติของเด็ก,วิตามินดีมีผลต่อการดูดซึมกลับของกรดอะมิโนที่ไต ,ช่วยสังเคราะห์น้ำย่อยใน mucous membrane ,ควบคุมปริมาณของแคลเซียมและฟอสฟอรัสในกระแสโลหิตไม่ให้ต่ำลงจนถึงขีดอัตราย ,เกี่ยวข้องกับการใช้ฟอสฟอรัสในร่างกาย ,ช่วยสังเคราะห์ Mucopolysaccharide ซึ่งเป็นสารที่จำเป็นในการสร้าง คอลลาเจน,เกี่ยวข้องกับการใช้เกลือซิเตรทในร่างกายอาจจำเป็นในการทำงานของระบบประสาท การเต้นของหัวใจ การแข็งตัวของเลือด
ถ้าขาดวิตามินดีทำให้เกิดโรคกระดูกอ่อนในเด็กเรียก Rickets และในผู้ใหญ่เรียกว่า Osteosarcoma มีปัญหาเกี่ยวกับการดูดซึมแคลเซียมเข้าร่างกาย รูปร่างจะไม่สมประกอบ น้ำหนักลด ฟันผุ เติบโตช้า กระดูกสันหลังโก่ง ข้อมือ เข่า และกระดูกข้อเท้าโต ความต้านทานต่อโรคต่าง ๆ ลดน้อยลง เช่นหวัด ปอดบวม วัณโรค กล้ามเนื้ออ่อนกำลังขาดความคล่องแคล่ว ว่องไว ไม่กระฉับกระเฉง ไม่มีความกระปรี้กระเปร่า กล้ามเนื้อกระตุก ถ้าได้รับวิตามินดีมากเกินไป ทำให้ปวดศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเดิน เบื่ออาหาร ปัสสาวะมากผิดปกติและบ่อย กล้ามเนื้อไม่มีแรง รู้สึกเหนื่อยอ่อน มีหินปูนเกาะตามอวัยวะหรือเนื้อเยื่อของหัวใจ ผนังเส้นเลือดและปอด แต่อาการเหล่านี้นั้นจะหายภายใน 2 - 3 วันหลังจากหยุดวิตามิน
วิตามินอี : Tocopherol และ Tocotrienol พฤหัส-เสาร์
วิตามินอี เป็นวิตามินที่ช่วยในการทำงานของระบบต่างๆ ในร่างกายหลายระบบ และเป็นแอนติออกซิแดนท์ที่ช่วยให้เซลล์ต่างๆ รอดอันตรายจากท็อกซิน ช่วยชะลอความแก่ได้
ประโยชน์
เป็นตัวแอนติออกซิแดนท์ คือทำให้เกิดการเผาผลาญโดยมีออกซิเจนเป็นตัวการสำคัญทำให้ร่างกายเผาผลาญได้ดี
เป็นตัวช่วยไขกระดูกในการสร้างเลือด ช่วยขยายเส้นเลือด ต้านการแข็งตัวของเลือด ลดความสามารถในการจับตัวเป็นลิ่มเลือด และลดอัตราเสี่ยงของโรคที่เกี่ยวกับหลอดเลือดสมองและหัวใจ
บำรุงตับซึ่งทำหน้าที่เกี่ยวกับเลือดมาก
ช่วยในระบบสืบพันธุ์ เซลล์ประสาท และกล้ามเนื้อให้ทำงานได้ตามปกติ
ช่วยให้ผิวพรรณสดใส และช่วยสมานแผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวกให้หายเร็วขึ้น
ช่วยให้ปอดทำงานดีขึ้นและไม่อ่อนเพลียง่าย
แหล่งวิตามินอี
วิตามินอีมีมากในน้ำมันจากธัญพืชและถั่วประเภทเปลือกแข็ง การเก็บรักษาให้วิตามินอีควรเก็บให้พ้นจากความร้อนแสงแดด รวมทั้งออกซิเจนในอากาศ การขัดสี การบด จะทำให้ญพืชสูญเสียวิตามินอีไปจำนวนมาก
ร่างกายคนเราต้องการวิตามินอีอยู่ที่วันละ 10-15 IU
วิตามินเค : Naphthoquinone อังคาร-เสาร์
ตามินเค (อังกฤษ: Vitamin K) เป็นวิตามินในกลุ่มที่ละลายได้ดีในไขมัน รูปแบบที่พบในธรรมชาติ มี 2 รูปแบบ ได้แก่ วิตามินเค I (Vitamin K I) หรือ ฟิลโลควิโนน (phylloquinone) เป็นรูปแบบที่พบในพืชและสัตว์ และ วิตามินเค II (Vitamin K II) หรือ เมนาควิโนน (menaquinone) เป็นรูปแบบที่พบในเนื้อเยื่อตับ และยังสามารถสร้างได้โดยแบคทีเรียที่อาศัยอยู่ในร่างกาย สำหรับวิตามินเค III (Vitamin K III) หรือ เมนาไดโอน (menadione) นั้น เป็นโมเลกุลที่สังเคราะห์ขึ้น ซึ่งจะถูกเปลี่ยนเป็น เมนาควิโนน โดยตับ
หน้าที่
วิตามินเค มีความสำคัญต่อการแข็งตัวของเลือด
ร่างกายใช้วิตามินเคในกระบวนการเติมหมู่คาร์บอกซิลหลังการแปลรหัสอาร์เอ็นเอเป็นโปรตีน (posttranslational carboxylation) ของกรดกลูตามิก (glutamic acid) ซึ่งจำเป็นต่อการจับกับแคลเซียมของโปรตีนที่มีหมู่คาร์บอกซิลในตำแหน่งแกมมา (γ-carboxylated proteins) เช่น โปรธรอมบิน หรือ แฟคเตอร์ II (prothrombin or factor II) , แฟคเตอร์ VII, IX และ X (factors VII, IX and X) , โปรตีนซี (protein C) , โปรตีนเอส (protein S) และโปรตีนอื่นๆที่เป็นองค์ประกอบของกระดูก
ยาในกลุ่มวอร์ฟาริน (Warfarin) จะขัดขวางกระบวนการนี้ ทำให้วิตามินเคไม่สามารถเปลี่ยนไปเป็นไฮโดรควิโนน (hydroquinone) ซึ่งเป็นรูปแบบที่ออกฤทธิ์ได้
[แก้] แหล่งที่พบ
วิตามินเคพบมากในอาหารประเภทผักใบเขียว นอกจากนี้ยังพบในเนื้อสัตว์ นม เนย น้ำมันมะกอก น้ำมันถั่วเหลือง กาแฟ และลูกแพร์
ปริมาณที่ร่างกายต้องการ คือ 100 ไมโครกรัมต่อวัน
ภาวะขาดวิตามินเค
อาการที่แสดงถึง ภาวะขาดวิตามินเค (Hypovitaminosis K) คือ มีเลือดออกในอวัยวะต่างๆ เช่น ช่องกระโหลกศีรษะ ลำไส้ หรือ ผิวหนัง โดยจะพบมากในช่วงอายุ 1 สัปดาห์แรกของทารกแรกเกิด ทั้งนี้เป็นเพราะทารกมีไขมันสะสมน้อย ตับของทารกยังพัฒนาไม่สมบูรณ์ ลำไส้ยังปราศจากเชื้อแบคทีเรียที่สังเคราะห์วิตามิน ประกอบกับวิตามินเคที่ผ่านมาทางรกและน้ำนมจากมารดานั้นมีปริมาณน้อย
สำหรับภาวะขาดวิตามินเคในผู้ใหญ่นั้น มักเกิดร่วมกับสาเหตุบางอย่าง เช่น โรคเรื้อรังของระบบทางเดินอาหารบางชนิด โรคทางเดินน้ำดีอุดตัน หลังจากการผ่าตัดลำไส้เล็ก หรือได้รับยาปฏิชีวนะที่มีฤทธิ์ครอบคลุมเชื้อกว้าง
การวินิจฉัยทำได้โดยการตรวจ เวลาโปรธรอมบิน (prothrombin time ; PT) ซึ่งผู้ที่มีภาวะขาดวิตามินเคจะใช้เวลานานกว่าปกติ หรือตรวจปริมาณวิตามินเคโดยตรงด้วยวิธี HPLC
การรักษาทำได้โดยให้วิตามินเคในรูปยาฉีด 10 มิลลิกรัมครั้งเดียว ในผู้ป่วยที่โรคเรื้อรังอื่นอาจเสริมด้วยวิตามินเคในรูปยากิน 1-2 มิลลิกรัมต่อวัน หรือ ในรูปยาฉีด 1-2 มิลลิกรัมต่อสัปดาห์
ผลเสียของวิตามิน
วิตามินนั้นมีประโยชน์ต่อร่างกายของ แต่ถ้าได้รับวิตามินในปริมาณที่เกินพอดี อาจจะมีผลเสียต่อร่างกายได้ดังนี้
วิตามินเอ ถ้าได้รับในปริมาณมากเกินไป จะเกิดอาการอาเจียน ผมร่วง ผิวหนังแห้งตกสะเก็ต ทำลายประสาทตา ตับ และกระดูก หรืออาจทำให้เด็กในท้องพิการได้
วิตามินบี6 ถ้าได้รับในปริมาณมากเกินไป จะมีอาการเดินเซ มือเท้าชา และส่งผลให้ประสาทกล้ามเนื้อแขนขาถูกทำลาย
วิตามินซี ถ้าได้รับในปริมาณมากเกินไป จะมีอาการปวดท้อง แน่นท้อง ท้องเสีย ท้องอืด และอาจรุนแรงถึงขั้นเป็นนิ่วในไตได้ แต่ถ้าหยุดรับประทานอาการเหล่านี้จะหายไป
วิตามินอี ถ้าได้รับในปริมาณมากเกินไป จะมีอาการปวดศีรษะ อ่อนเพลีย ตาพร่ามัว กล้ามเนื้อล้า แน่นท้อง และท้องร่วง และถ้าร่างกายขาดวิตามินอีสูงมาก อาจขัดขวางวิตามินเอได้
แหล่งข้อมูล-จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไบโอติน Biotin หรือ Vitamin H ดาวพฤหัส
เป็นวิตามินชนิดหนึ่งในกลุ่มวิตามิน บี แต่ก็ยังไม่มีข้อกำหนดเกี่ยวกับปริมาณของวิตามินที่ร่างกายต้องการในแต่ละวัน วิตามินนี้จะถูกสังเคราะห์โดยจุลินทรีย์ในลำไส้ ระดับของไบโอตินในเซรุ่มของคนปกติอยู่ระหว่าง 213-404 นาโนกรัม/มล. สาเหตุหนึ่งที่ร่างกายอาจขาดไบโอตินได้ก็คือ การรับประทานไข่ขาวดิบในปริมาณมากเป็นระยะเวลานานๆ ทั้งนี้เพราะในไข่ขาวมีสารที่จะทำลายไบโอติน เมื่อร่างกายเกิดอาการขาดวิตามินนี้ก็จะทำให้เกิดเป็นโรคผิวหนัง ผิวหนังมีสีเทา อ่อนเพลีย โลหิตจาง มีโคเลสเตอรอลในเลือดสูงกว่าปกติ
วิตามินชนิดนี้ บางครั้งจะรู้จักในชื่อของ โคเอ็นไซม์ อาร์ ( Coenzyme R ) ร่างกายสามารถสร้างเองได้เป็นจำนวนมาก โดยแบคทีเรียจากลำไส้
ไบโอตินพบได้ใน เนื้อสัตว์ ไข่แดง กล้วย ตับ ข้าวกล้อง ถั่ว ปลาเนื้อขาว น้ำมันปลา ข้าวกล้อง ข้าวโพด รำข้าวสาลี ไข่ นม เนย โยเกิรต์ ผักต่างๆโดยเฉพาะดอกกะหล่ำ กะหล่ำปลี เห็ด แครอท
ไบโอตินจะไม่ถูกทำลายเนื่องจากการประกอบอาหาร การสูญเสียไปโดยมากจะไปกับน้ำที่ล้างหรือน้ำที่ต้มประกอบอาหาร
นอกจากนี้แบคทีเรียบางชนิดที่อยู่ในลำไส้ (lactobacillin) สามารถผลิตไบโอตินได้
ความสำคัญของไบโอตินมีหลายประการ เช่น ช่วยในกระบวนการเผาผลาญไขมัน (fat metabolism) ช่วยสังเคราะห์กรดไขมันบางชนิด ลดระดับน้ำตาลในเลือด ส่งเสริมการทำงานของเอ็นไซม์ในร่างกายหลายชนิด และเพิ่มความแข็งแรงให้กับเส้นผมและเล็บ
ยังไม่มีข้อกำหนดเกี่ยวกับปริมาณของวิตามินที่ร่างกายต้องการในแต่ละวัน วิตามินนี้จะถูกสังเคราะห์โดยจุลินทรีย์ในลำไส้ ไบโอตินเป็นกรดที่มีกำมะถันอยู่ด้วยในโมเลกุล ผลึกของ ไบโอตินเป็นรูปเข็มยาว ในธรรมชาติมักเกิดรวมอยู่กับกรดอะมิโนไลซีน ระดับของไบโอตินในเซรุ่มของคนปกติอยู่ระหว่าง 213-404 นาโนกรัม/มล.
สาเหตุหนึ่งที่ร่างกายอาจขาดไบโอตินได้ก็คือ การรับประทานไข่ขาวดิบในปริมาณมากเป็นระยะเวลานานๆ ทั้งนี้เพราะในไข่ขาวมีสารที่จะทำลายไบโอติน เมื่อร่างกายเกิดอาการขาดไบโอตินก็จะทำให้เกิดเป็นโรคผิวหนัง ผิวหนังมีสีเทา อ่อนเพลีย โลหิตจาง มีโคเลสเตอรอลในเลือดสูงกว่าปกติจะมีการอักเสบของเยื้อบุต่างๆ ผิวหนังแห้งลอก ตกสะเก็ด มีอาการเบื่ออาหาร อาเจียน ซึม ปวดเมื่อยตามตัว ระดับคอเลสเตอรอลสูง โลหิตจางแม้จะได้รับเหล็กเพียงพอ การขับปัสสาวะลดลง
ประโยชน์ต่อร่างกาย
ทำหน้าที่เป็นโคเอนไซม์ในขบวนการต่างๆของร่างการ เช่น กระบวนการเผาพลาญของร่างกาย ขบวนการสร้างกรดไขมัน พิวรีน
เป็นตัวส่งเสริมการเจริญเติบโตของร่างกาย ช่วยผลิตฮอร์โมนเกี่ยวกับการสืบพันธุ์ และอินซูลิน อีกทั้งยังรักษาสุขภาพของผิวหนัง ผม ต่อม เหงื่อ และกระดูกอ่อนอีกด้วย
เป็นตัวส่งเสริมความเจริญเติบโตของร่างกายที่สำคัญ ช่วยในการสังเคราะห์วิตามินซี
เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการรักษาสุขภาพผิวหนัง เส้นผม ประสาท และกระดูกอ่อน
ช่วยในการผลิตฮอร์โมนเกี่ยวกับการสืบพันธุ์ และรักษาให้อยู่ในสภาพสมบูรณ์
ปริมาณที่แนะนำ
ปกติร่างกายจะสามารถสร้างไบโอตินได้อยู่แล้วจากแบคทีเรียในลำไส้ ซึ่ง ถ้าหากรวมกับอาหารที่ได้รับในแต่ละวันถือว่าเพียงพอต่อความต้องการของร่างกายแล้ว แต่ก็เชื่อว่า ผู้ใหญ่ควรได้รับไบโอติน วันละ 100 – 200 ไมโคกรัม เด็ก(ตั้งแต่ 4 ขวบขึ้นไป) ควรได้รับวันล่ะ 85 – 120 ไมโคกรัม
ข้อมูลอื่นๆ
มีการดูดซึมที่ลำไส้เล็ก และมีการขับออกทางปัสสาวะ
อาหารหรือสารต้านฤทธิ์ ได้แก่ วิตามินบีรวม วิตามินบี 12 กรดโฟลิค กรดแพนโทเธ็นนิค วิตามินซี กำมะถัน
มักจะไม่พบการขาดไบโอตินในผู้ที่รับประทานอาหารครบหมู่หรืออาหารที่อุดมไปด้วยวิตามินบีรวม แต่อาจจะพบในผู้ที่ใช้ยาปฏิชีวนะเป็นระยะเวลานานโดยเฉพาะยาในกลุ่ม Sulfa เนื่องจากเชื้อพวก Lactobacillin จะถูกทำลาย การบริโภคไขขาวดิบในปริมาณสูง และนานติดต่อกันอาจทำให้สาร avidin ในไข่ขาวจับกับไบโอตินทำให้ไบโอตินไม่สามารถดูดซึมได้ก็อาจนำมาซึ่งภาวะการขาดไบโอตินได้ นอกจากนี้การใช้ยาต้านชัก (anti-seizure) เป็นเวลานานติดต่อกันก็สามารถก่อให้เกิดการขาดไบโอตินได้เช่นกัน
อาการที่พบในผู้ที่ขาดสารไบโอติน ได้แก่ อาการทางผิวหนัง (ผิวหนังอักเสบ) แห้งเป็นขุย ผมร่วง เล็บเปราะ กล้ามเนื้ออ่อนเปลี้ย แสบตา เป็นต้น อาการที่น่าสนใจคือ ผมร่วง ผมบาง ซึ่งผมร่วงบางชนิดเกิดจากเส้นผมไม่แข็งแรงเนื่องมาจากร่างกายสร้าง keratin ได้น้อย
ไบโอตินจึงมีความสำคัญในการช่วยสร้าง keratin ในผู้ที่ขาดสารไบโอติน ประโยชน์ของไบโอตินอีกประการหนึ่งก็คือช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้กับเล็บมือ และเล็บเท้า โดยเฉพาะในผู้ที่มีปัญหาเล็บเปราะเนื่องมาจากขาดสารไบโอติน
ขนาดที่ใช้เพื่อเพิ่มความแข็งแรงของเส้นผม คือ 1-3 มิลลิกรัมต่อวัน และต้องใช้กับผู้ที่มีผมร่วง เนื่องมาจากการขาดไบโอตินเท่านั้น ส่วนขนาดที่ใช้เพื่อเพิ่มความแข็งแรงให้กับเล็บคือ 2.5 มิลลิกรัมต่อวัน ปัจจุบันยังไม่พบรายงานผลข้างเคียงหรือการเป็นพิษของวิตามินบีชนิดนี้
Vitamin Astrology
วิตามิน เป็นสารอินทรีย์ที่สิ่งมีชีวิตจำเป็นต้องได้รับในบริมาณเล็กน้อย สำหรับการเติบโต ขยายพันธุ์ และช่วยให้ให้มีสุขภาพดี ถ้าสิ่งมีชีวิตขาดวิตามินตัวใดตัวหนึ่งจะมีอาการป่วยซึ่งมีลักษณะเฉพาะขึ้นกับวิตามินที่ขาด
วิตามินแบ่งออกเป็น 2 จำพวก คือ
วิตามินที่ละลายในน้ำ เช่น B1, B2, B3, B5, B6, B12, H, M, C เป็นต้น
วิตามินที่ละลายในไขมันเช่น A, D, E, K เป็นต้น
[แก้] ชื่อเรียก
วิตามินมีชื่อเรียก ดังนี้
วิตามินเอ : Retinol อาทิตย์(sun)มีอทธิพล
วิตามินเอ มีส่วนประกอบสำคัญของคอร์เนีย และยังมีผลต่อการเจริญเติบโต การสร้างกระดูก และระบบสืบพันธุ์ นอกจากนี้ ยังป้องกันการติดเชื้อระบบทางเดินอาหาร ระบบทางเดินหายใจ และระบบขับปัสสาวะ ทำให้ผิวและผมแข็งแรง ค้นพบโดย ดร. อี.วี. แมคคอลลัม (E.V. McCollum) นักวิทยาศาสตร์ชาวสหรัฐอเมริกา
วิตามินเอ แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มอยู่ในรูปแบบวิตามินอยู่แล้ว (Proformed Vitamin A)หรือเรียกว่า Retinol ซึ่งได้มาจากเนื้อสัตว์ เช่น น้ำมันตับปลา กำลังจะเป็นวิตามินเอ (Provitamin A) หรือเรียกว่า Carotene เป็นสารที่เมื่อเข้าสู่รางกายจึงได้รับการเปลี่ยนเป็นวิตามินเอ พบมาในผักสีต่างๆ เช่น แครอท ผักโขม
ประโยชน์
ช่วยบำรุงสายตา และแก้โรคตามัวตอนกลางคืน (Night Blindness) อาทิตย์-จันทร์
ช่วยให้กระดูก ผม ฟัน และเหงือกแข็งแรง อาทิตย์ – พุธ-เสาร์
สร้างความต้านทานให้ระบบหายใจ
ช่วยสร้างภูมิชีวิตให้ดีขึ้น และทำให้หายป่วยเร็วขึ้น อาทิตย์-เนปจูน
ช่วยในเรื่องของผิวพรรณ ลดการอักเสบของสิว และช่วยลบจุดด่างดำ อาทิตย์-ศุกร์
ช่วยบรรเทาโรคเกี่ยวกับไทรอยด์
วิตามินบี 1 : Thiamine พุธมีอิทธิพล
วิตามินบี1 หรือ Thiamin เป็นวิตามินที่ร่างกายไม่สามารถสร้างขึ้นเองได้ ต้องรัปประทานอาหารหรืออาหารเสริม มีคุณสมบัติพิเศษคือไม่มีพิษตกค้าง ถ้ามีมากเกินไป ร่างกายจะขับออกมาทันที
ประโยชน์
จำเป็นต่อการทำงานของสมอง ระบบประสาท ระบบย่อย หัวใจและกล้ามเนื้อ
ช่วยให้เจริญอาหารและช่วยในการเจริญเติบโตของร่างกาย
ช่วยแก้อาการเมาคลื่นและเมาอากาศ
ช่วยเพิ่มภูมิชีวิตและรักษางูสวัดให้หายเร็วขึ้น
ช่วยให้แข่งแรง
วิตามินบี 2 : Riboflavin ดาวอังคารมีอิทธิพล
ใช้ในการเจริญเติบโต เมื่อขาดจะกลายเป็นคนแคระเกร็น จำเป็นต่อเอนไซม์และกระบวนการเมทาบอลิซึมของสารอาหารต่างๆ ในร่างกาย โดยเฉพาะไขมัน ป้องกันไขมันอุดตันในเส้นเลือด อันเป็นสาเหตุให้เส้นเลือดแข็งตัว ขจัดไขมันชนิดอิ่มตัวในเส้นเลือด เหตุนี้เองวิตามินบี2 จึงได้สมญาว่า "วิตามินป้องกันไขมัน" วิตามินบี2 ช่วยระงับอาการตาแฉะได้ จึงใช้เป็นส่วนประกอบในยาหยอดตา
วิตามินบี 3 : Niacin ดาวศุกร์-พฤหัส-เสาร์
วิตามินบี3 หรือ ไนอะซิน (Niacin) หรือกรดนิโคตินิก Nicotinic Acid ซึ่งจำเป็นใน Lipid Metabolism,Tissue respiration และ Glycogenolysis Nicotinic Acid ในปริมาณสูงๆจึงสามารถลดระดับโคเลสเตอรอลในเลือดได้ โดยฤทธิ์ของยาจะทำให้ระดับ Triacylglycerol ใน Plasma และ VLDL ลดลงภายใน 1-4 วัน ส่วนฤทธิ์ในการลดระดับโคเลสเตอรอลและ LDL นั้น 5-7 วันจึงจะเห็นผล และนอกจากนั้น Nicotinic Acid ยังสามารถเพิ่ม HDL อีกด้วย จากการทดลองผลการลดระดับไขมันในเลือดจะเกิดประสิทธิภาพสูงสุดหลังรับประทานยา 5-7 สัปดาห์ ยาส่วยเกินที่รับประทานเข้าไปจะขับออกจากร่างกายผ่านทางปัสสาวะ
ประโยชน์
ช่วยทำลายพิษหรือท็อกซินจากมลพิษ แอลกอฮอล์และยาเสพติด
รักษาโรคทางจิตและโรคเกี่ยวกับความผิดปกติทางสมอง
ช่วยให้อาการต่างๆ ของผู้ป่วยเบาหวานดีขึ้น
ช่วยรักษาโรคปวดหัวไมเกรน
ช่วยบรรเทาโรคอาร์ไทรทิสหรือข้ออักเสบ
ช่วยกระตุ้นและแก้ไขความบกพร่องทางเพศ
ช่วยลดความดันโลหิตสูงประจำ
วิตามินบี 5 : Pantothenic Acid ดาวอังคาร-เนปจูน
วิตามินบี 5 หรือ Pantothenic Acid เป็นวิตามินในการสร้างความเจริญเติบโตของร่างกาย ช่วยสร้างเซลล์ใหม่และช่วยบำรุงระบบประสาท
ร่างกายคนเราต้องการวิตามินบี5 อย่างน้อย 200 มิลลิกรัม
ประโยชน์
ช่วยสร้างแอนติบอดีซึ่งเป็นตัวสำคัญของภูมิชีวิต
เมื่อร่างกายเปลี่ยนไขมันที่สะสมไว้ให้เป็นน้ำตาลเพื่อสร้างพลังงาน วิตามินบี5 จะเป็นตัวสำคัญในการเปลี่ยนไขมันเป็นน้ำตาล ช่วยให้บาดแผลหายเร็วขึ้น ช่วยให้ร่างกายหายจากการช็อกหลังการผ่าตัดใหญ่
ช่วนให้อาการอ่อนเพลียหายเร็วขึ้น
วิตามินบี 6 : Pyridoxine ดาวอังคาร-พฤหัส อาทิตย์-เสาร์
วิตามินบี 6 (อังกฤษ: Pyridoxine) เป็นวิตามินที่มักใช้ร่วมกับบี1 และบี12 ซึ่งวิตามินบี1 ทำงานกับคาร์โบไฮเดรตส่วนวิตามินบี6 และบี12 ทำงานร่วมกับโปรตีนและไขมัน ร่างกายคนเราต้องการวิตามินบี6 ประมาณ 1.5 มิลลิกรัม
ประโยชน์
ช่วยเปลี่ยนกรดอมิโนให้เป็นวิตามินบี3 หรือไนอะซิน
ช่วยร่างกายสร้างภูมิต้านทานแอนติบอดี และช่วยสร้างเซลล์โลหิตใด้ดียิ่งขึ้น
ช่วยร่างกายสร้างน้ำย่อยในกระเพาะอาหารและแร่ธาตุแมกนีเซียม
ช่วยบรรเทาโรคที่เกิดจากระบบประสาทและผิวหนัง
ช่วยบรรเทาการคลื่นไส้อาเจียน
ช่วยบรรเทาอาการปากแห้งและคอแห้ง
ช่วยแก้การเป็นตะคริว แขนขาชาและช่วยขับปัสสาวะ
วิตามินบี 7 : Biotin ดาวศุกร์ – เสาร์ ศุกร์-พฤหัส
วิตามิน บี 7 (ไบโอติน) มีหน้าที่ช่วยในกระบวนการเมตาบอลิสมของกรดไขมัน และกรดอะมิโน ช่วยถนอมผิวพรรณให้ปกติ รักษาโรคทางระบบประสาท เช่นโรคนอนไม่หลับ โรคซึมเศร้า ไบโอตินพบได้ใน ตับ ถั่วต่างๆ ผลไม้ ยีสต์ มะเขือเทศ ไข่แดง อาหารธรรมดามีไบโอตินเพียงพอ แต่ผู้ชอบรับประทานไข่ดิบเป็นประจำ ไข่ขาวดิบจะรวมตัวกับไบโอติน ขัดขวางการย่อยและดูดซึมโปรตีนในกระเพาะ และลำไส้ ผู้รับประทานไข่ดิบคราวละหลายฟองอยู่เสมอ มีโอกาสขาดไบโอตินสูงกว่าคนอื่น จึงควรต้มไข่ให้สุกเพื่อขจัดปัญหา แบคทีเรียในลำไส้สร้างไบโอตินขึ้นเองได้ แต่ผู้ใช้ยาปฏิชีวนะพร่ำเพรื่อ ยาจะทำลายแบคทีเรียชนิดนี้ เป็นผลให้ร่างกายมีไบโอตินลดลง ภาวะขาดไบโอติน ผิวหนังจะเกิดผดผื่น ขนร่วง อ่อนเพลีย คลื่นไส้ อาเจียน
วิตามินบี 9 : Folic Acid ดาวจันทร์-อังคาร-เสาร์
วิตามิน บี9 – กรดโฟลิค มีประโยชน์สำหรับการสังเคราะห์ DNA และการเจริญเติบโตของเซลล์ และยังจำเป็นในการสร้างเซลล์เม็ดเลือดแดง, การสร้างพลังงาน กรดโฟลิคนั้นเป็นสิ่งจำเป็นในการสร้าง Heme ซึ่งเป็นธาตุเหล็กที่เป็นส่วนประกอบสำคัญในฮีโมโกบิน เพื่อการลำเลียงออกซิเจนในร่างกาย และจำเป็นต่อเซลล์ส่วนต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องต่อโคเอ็นไซม์ในการสังเคราะห์ RNA และ DNA อีกทั้งยังจำเป็นต่อการเผาผลาญโปรตีน และการรักษาโรคโลหิตจาง วิตามินบี 9 ยัง ช่วยในเรื่องการย่อยอาหาร และระบบประสาท ช่วยในเรื่องจิตใจและอารมณ์ เพราะสารอาหารนี้ช่วยในเรื่องระบบประสาท จึงมีผลให้ผ่อนคลายด้านอารมณ์ ความวิตกกังวลและความเครียดที่เป็นอยู่ได้ - - - อาการเมื่อขาดวิตามินบี 9 คือ ท้องเสีย, เสียดท้องหรือท้องผูก กรดโฟลิคนั้นมีความจำเป็นต่อการพัฒนาระบบประสาทของทารกในครรภ์ด้วย การขาดวิตามินบี9 - - การขาดวิตามินบี9 ในเด็กทารกที่ยังไม่คลอดนั้น อาจเพิ่มความเสียงต่อทารกที่จะเกิด ทำให้มีการเจริญเติบโตอย่างผิดปกติที่เกิดขึ้นกับกระดูกสันหลัง และระบบประสาทผิดปกติรุนแรง เมื่อ ขาดกรดโฟลิค จะมีอาการเหนื่อยเพลีย, เป็นสิว, ฝาดลิ้น, เป็นแผลที่มุมปาก (เช่นเดียวกับการขาดวิตามินบี2, วิตามินบี6 และธาตุเหล็ก) ผลของการขาดกรดโฟลิคในระยะยาวคือ อาจทำให้เกิดภาวะโลหิตจาง และภาวะกระดูกพรุนได้ในภายหลัง เช่นเดียวกับโอกาสในการเป็นมะเร็งลำไส้และมะเร็งปากมดลูก ขนาดรับประทาน
หญิง ที่ใช้ยาคุมกำเนิดหรือใช้ฮอร์โมนในการรักษาโรค อาจได้รับประโยชน์จากกรดโฟลิค เช่นเดียวกับเด็ก ๆ ที่ได้รับประโยชน์จากนมแพะแทนนมวัว
อันตรายของวิตามินบี9 – กรดโฟลิคแสง, ความร้อน และการเก็บวิตามินเป็นเวลานานเกินไปสามารถทำลายวิตามินนี้ได้จุดอื่น ๆ ที่น่าสนใจ - - การขาดกรดโฟลิคอาจพบทั่วไปในผู้สูบบุหรี่ พบว่ามีระดับกรดโฟลิคต่ำในปอดของผู้สูบบุหรี่ แหล่งที่มาของวิตามินบี9ในอาหาร - - ผักสดสีเขียว เช่นผักขม และบร๊อคโคลี่ และยังพบในผลไม้, ถั่วต่าง ๆ , เมล็ดข้าวธัญพืช และตับ
วิตามินบี 12 : Cyanocobalamin ดาวอังคาร –พุธ- พลูโต
วิตามินบี 12 (Cyanocobalamin) เป็นวิตามินชนิดละลายน้ำ ผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับต่อมไทรอยด์ให้ระวังการดูดซึมของบี12 สู่ร่างกายจะบกพร่องและเป็นผลให้เกิดโรคโลหิตจาง ควรกินวิตามินชนิดนี้ควบกับแคลเซียมจะทำให้การดูดซึมสู่ร่างกายดีขึ้น
ประโยชน์
ช่วยสร้างเม็ดเลือดแดง ช่วยให้เด็กเติบโตและเจริญอาหาร ช่วยให้ระบบประสาททำงานได้ดี ช่วยให้สมองไม่ฟุ้งซ่าน ความจำดีและมีสมาธิ
แหล่งอาหาร
พบมากในตับ ไต รองลงมาได้แก่ เนื้อสัตว์ ไข่แดง และอาหารหมักดอง เช่น กะปิ น้ำปลา เต้าเจี้ยว อาหารที่มาจากพืชผักทั้งหมดไม่มีวิตามิน บี 12เลย ยกเว้นอาหารหมักดอง ผู้บริโภคมังสวิรัติชนิดเคร่งครัด จึงควรบริโภค อาหารที่ได้จากการหมักด้วย การขาดวิตามิน บี12 ต้องใช้เวลา 10-15 ปี หรือนานกว่านั้น เนื่องจากเป็นวิตามินที่ละลายน้ำเพียงชนิดเดียว ที่มีการสะสมในร่างกายได้มาก
วิตามินซี : Ascorbic Acid ดาวเสาร์-เนปจูน
วิตามินซีหรือ กรดแอสคอร์บิค (Ascorbic acid) เป็นสารอาหารที่ละลายได้ในน้ำ ร่างกายไม่สามารถที่จะสร้างขึ้นเองได้ จึงจำเป็นต้องได้รับจากการรับประทานเข้าไป วิตามินซีเป็นสารต้านอนุมูลอิสระในร่างกาย ช่วยเพิ่มภูมิชีวิตได้เป็นอย่างดี เพราะสามารถป้องกันและรักษาการอักเสบอันเนื่องมาจากแบคทีเรียและไวรัสได้
ประโยชน์
เป็นตัวสร้างคอลลาเจน ซึ่งเป็นเส้นใยทำหน้าที่เชื่อมเนื้อเยื่อต่างๆ ไว้ด้วยกัน ทั้งยังเป็นตัวสร้างกระดูก ฟัน เหงือก และเส้นเลือด ช่วยให้แผลสดและแผลไฟไหม้หายเร็วขึ้น ช่วยให้การดูดซึมธาตุเหล็กดีขึ้น ซึ่งเป็นการสร้างเม็ดเลือดทางอ้อม ช่วยป้องกันการเปลี่ยนแปลงของเซลล์ (Mutation) ช่วยป้องกันไม่ให้เกิดโรคนอนหลับตายในกรณีเด็กอ่อน (SIDS: Sudden Infant Death Syndrome) ช่วยแก้โรคเลือดออกตามไรฟัน ช่วยลดคอเลสเตอรอลในเลือด
ช่วยคลายเครียด การฉีดด้วยวิตามินซีปริมาณสูง อาจช่วยหยุดยั้งโรคมะเร็งได้ โดยวิตามินอาจเข้าทำปฏิกิริยาทางเคมีในเซลล์ มะเร็ง ให้กลายเป็นกรดขึ้น ทำให้เนื้อร้ายชะงักและน้ำหนักลดไปได้
แหล่งวิตามินซี
แหล่งวิตามินซีมีมากในผักตระกูลกะหล่ำ การเก็บเกี่ยวผักผลไม้ตั้งแต่ยังไม่แก่จัด ไม่สุกดี หรือนำไปผ่านการแปรรูป ไม่ว่าจะเป็นการตากแห้ง หมักดอง จะทำลายวิตามินซีที่อยู่ในอาหารไปในปริมาณมาก
ความร้อนทำลายวิตามินซีได้ง่ายจึงไม่ควรต้มหรือผัดนานเกินไป แต่การแช่เย็นไม่ได้ทำให้ผักผลไม้สูญเสียวิตามินซี
ขนาดที่เหมาะสมมากที่สุดต่อวัน สำหรับผู้ใหญ่ คือ 250-500 มิลลิกรัม วันละ 2 ครั้ง
วิตามินดี : Ergocalciferol และ Cholecalciferol อาทิตย์
วิตามินดี (CALCIFEROL หรือ ERGOSTEROL) เป็นวิตามินที่ร่างกายต้องการเพื่อการรักษาภาวะสมดุลของระดับแคลเซียมในเลือดและในกระดูก เมื่อร่างกายได้รับแสงแดด ร่างกายสามารถสร้างวิตามินดีได้เมื่อผิวหนังได้รับแสงแดด ในกรณีที่ไม่ถูกแดด จำเป็นจะต้องได้รับวิตามินดีจากอาหารให้มากขึ้น เมื่อได้รับแสงแดดพอ ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเสริมด้วยการรับประทานวิตามินดีในรูปวิตามินรวม หรือรับประทานอาหารที่มีการเสริมด้วยวิตามินดี
วิตามินดีที่เข้าร่างกายจะถูกนำไปเก็บที่ตับเป็นส่วนใหญ่ นอกจากนี้จะเก็บที่ผิวหนัง สมอง ตับอ่อน กระดูก และลำไส้ได้ วิตามินดีช่วยในการดูดซึมแคลเซียมและฟอสฟอรัส มีความสำคัญในการสร้างกระดูกและฟันและการเจริญเติบโตตามปกติของเด็ก,วิตามินดีมีผลต่อการดูดซึมกลับของกรดอะมิโนที่ไต ,ช่วยสังเคราะห์น้ำย่อยใน mucous membrane ,ควบคุมปริมาณของแคลเซียมและฟอสฟอรัสในกระแสโลหิตไม่ให้ต่ำลงจนถึงขีดอัตราย ,เกี่ยวข้องกับการใช้ฟอสฟอรัสในร่างกาย ,ช่วยสังเคราะห์ Mucopolysaccharide ซึ่งเป็นสารที่จำเป็นในการสร้าง คอลลาเจน,เกี่ยวข้องกับการใช้เกลือซิเตรทในร่างกายอาจจำเป็นในการทำงานของระบบประสาท การเต้นของหัวใจ การแข็งตัวของเลือด
ถ้าขาดวิตามินดีทำให้เกิดโรคกระดูกอ่อนในเด็กเรียก Rickets และในผู้ใหญ่เรียกว่า Osteosarcoma มีปัญหาเกี่ยวกับการดูดซึมแคลเซียมเข้าร่างกาย รูปร่างจะไม่สมประกอบ น้ำหนักลด ฟันผุ เติบโตช้า กระดูกสันหลังโก่ง ข้อมือ เข่า และกระดูกข้อเท้าโต ความต้านทานต่อโรคต่าง ๆ ลดน้อยลง เช่นหวัด ปอดบวม วัณโรค กล้ามเนื้ออ่อนกำลังขาดความคล่องแคล่ว ว่องไว ไม่กระฉับกระเฉง ไม่มีความกระปรี้กระเปร่า กล้ามเนื้อกระตุก ถ้าได้รับวิตามินดีมากเกินไป ทำให้ปวดศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเดิน เบื่ออาหาร ปัสสาวะมากผิดปกติและบ่อย กล้ามเนื้อไม่มีแรง รู้สึกเหนื่อยอ่อน มีหินปูนเกาะตามอวัยวะหรือเนื้อเยื่อของหัวใจ ผนังเส้นเลือดและปอด แต่อาการเหล่านี้นั้นจะหายภายใน 2 - 3 วันหลังจากหยุดวิตามิน
วิตามินอี : Tocopherol และ Tocotrienol พฤหัส-เสาร์
วิตามินอี เป็นวิตามินที่ช่วยในการทำงานของระบบต่างๆ ในร่างกายหลายระบบ และเป็นแอนติออกซิแดนท์ที่ช่วยให้เซลล์ต่างๆ รอดอันตรายจากท็อกซิน ช่วยชะลอความแก่ได้
ประโยชน์
เป็นตัวแอนติออกซิแดนท์ คือทำให้เกิดการเผาผลาญโดยมีออกซิเจนเป็นตัวการสำคัญทำให้ร่างกายเผาผลาญได้ดี
เป็นตัวช่วยไขกระดูกในการสร้างเลือด ช่วยขยายเส้นเลือด ต้านการแข็งตัวของเลือด ลดความสามารถในการจับตัวเป็นลิ่มเลือด และลดอัตราเสี่ยงของโรคที่เกี่ยวกับหลอดเลือดสมองและหัวใจ
บำรุงตับซึ่งทำหน้าที่เกี่ยวกับเลือดมาก
ช่วยในระบบสืบพันธุ์ เซลล์ประสาท และกล้ามเนื้อให้ทำงานได้ตามปกติ
ช่วยให้ผิวพรรณสดใส และช่วยสมานแผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวกให้หายเร็วขึ้น
ช่วยให้ปอดทำงานดีขึ้นและไม่อ่อนเพลียง่าย
แหล่งวิตามินอี
วิตามินอีมีมากในน้ำมันจากธัญพืชและถั่วประเภทเปลือกแข็ง การเก็บรักษาให้วิตามินอีควรเก็บให้พ้นจากความร้อนแสงแดด รวมทั้งออกซิเจนในอากาศ การขัดสี การบด จะทำให้ญพืชสูญเสียวิตามินอีไปจำนวนมาก
ร่างกายคนเราต้องการวิตามินอีอยู่ที่วันละ 10-15 IU
วิตามินเค : Naphthoquinone อังคาร-เสาร์
ตามินเค (อังกฤษ: Vitamin K) เป็นวิตามินในกลุ่มที่ละลายได้ดีในไขมัน รูปแบบที่พบในธรรมชาติ มี 2 รูปแบบ ได้แก่ วิตามินเค I (Vitamin K I) หรือ ฟิลโลควิโนน (phylloquinone) เป็นรูปแบบที่พบในพืชและสัตว์ และ วิตามินเค II (Vitamin K II) หรือ เมนาควิโนน (menaquinone) เป็นรูปแบบที่พบในเนื้อเยื่อตับ และยังสามารถสร้างได้โดยแบคทีเรียที่อาศัยอยู่ในร่างกาย สำหรับวิตามินเค III (Vitamin K III) หรือ เมนาไดโอน (menadione) นั้น เป็นโมเลกุลที่สังเคราะห์ขึ้น ซึ่งจะถูกเปลี่ยนเป็น เมนาควิโนน โดยตับ
หน้าที่
วิตามินเค มีความสำคัญต่อการแข็งตัวของเลือด
ร่างกายใช้วิตามินเคในกระบวนการเติมหมู่คาร์บอกซิลหลังการแปลรหัสอาร์เอ็นเอเป็นโปรตีน (posttranslational carboxylation) ของกรดกลูตามิก (glutamic acid) ซึ่งจำเป็นต่อการจับกับแคลเซียมของโปรตีนที่มีหมู่คาร์บอกซิลในตำแหน่งแกมมา (γ-carboxylated proteins) เช่น โปรธรอมบิน หรือ แฟคเตอร์ II (prothrombin or factor II) , แฟคเตอร์ VII, IX และ X (factors VII, IX and X) , โปรตีนซี (protein C) , โปรตีนเอส (protein S) และโปรตีนอื่นๆที่เป็นองค์ประกอบของกระดูก
ยาในกลุ่มวอร์ฟาริน (Warfarin) จะขัดขวางกระบวนการนี้ ทำให้วิตามินเคไม่สามารถเปลี่ยนไปเป็นไฮโดรควิโนน (hydroquinone) ซึ่งเป็นรูปแบบที่ออกฤทธิ์ได้
[แก้] แหล่งที่พบ
วิตามินเคพบมากในอาหารประเภทผักใบเขียว นอกจากนี้ยังพบในเนื้อสัตว์ นม เนย น้ำมันมะกอก น้ำมันถั่วเหลือง กาแฟ และลูกแพร์
ปริมาณที่ร่างกายต้องการ คือ 100 ไมโครกรัมต่อวัน
ภาวะขาดวิตามินเค
อาการที่แสดงถึง ภาวะขาดวิตามินเค (Hypovitaminosis K) คือ มีเลือดออกในอวัยวะต่างๆ เช่น ช่องกระโหลกศีรษะ ลำไส้ หรือ ผิวหนัง โดยจะพบมากในช่วงอายุ 1 สัปดาห์แรกของทารกแรกเกิด ทั้งนี้เป็นเพราะทารกมีไขมันสะสมน้อย ตับของทารกยังพัฒนาไม่สมบูรณ์ ลำไส้ยังปราศจากเชื้อแบคทีเรียที่สังเคราะห์วิตามิน ประกอบกับวิตามินเคที่ผ่านมาทางรกและน้ำนมจากมารดานั้นมีปริมาณน้อย
สำหรับภาวะขาดวิตามินเคในผู้ใหญ่นั้น มักเกิดร่วมกับสาเหตุบางอย่าง เช่น โรคเรื้อรังของระบบทางเดินอาหารบางชนิด โรคทางเดินน้ำดีอุดตัน หลังจากการผ่าตัดลำไส้เล็ก หรือได้รับยาปฏิชีวนะที่มีฤทธิ์ครอบคลุมเชื้อกว้าง
การวินิจฉัยทำได้โดยการตรวจ เวลาโปรธรอมบิน (prothrombin time ; PT) ซึ่งผู้ที่มีภาวะขาดวิตามินเคจะใช้เวลานานกว่าปกติ หรือตรวจปริมาณวิตามินเคโดยตรงด้วยวิธี HPLC
การรักษาทำได้โดยให้วิตามินเคในรูปยาฉีด 10 มิลลิกรัมครั้งเดียว ในผู้ป่วยที่โรคเรื้อรังอื่นอาจเสริมด้วยวิตามินเคในรูปยากิน 1-2 มิลลิกรัมต่อวัน หรือ ในรูปยาฉีด 1-2 มิลลิกรัมต่อสัปดาห์
ผลเสียของวิตามิน
วิตามินนั้นมีประโยชน์ต่อร่างกายของ แต่ถ้าได้รับวิตามินในปริมาณที่เกินพอดี อาจจะมีผลเสียต่อร่างกายได้ดังนี้
วิตามินเอ ถ้าได้รับในปริมาณมากเกินไป จะเกิดอาการอาเจียน ผมร่วง ผิวหนังแห้งตกสะเก็ต ทำลายประสาทตา ตับ และกระดูก หรืออาจทำให้เด็กในท้องพิการได้
วิตามินบี6 ถ้าได้รับในปริมาณมากเกินไป จะมีอาการเดินเซ มือเท้าชา และส่งผลให้ประสาทกล้ามเนื้อแขนขาถูกทำลาย
วิตามินซี ถ้าได้รับในปริมาณมากเกินไป จะมีอาการปวดท้อง แน่นท้อง ท้องเสีย ท้องอืด และอาจรุนแรงถึงขั้นเป็นนิ่วในไตได้ แต่ถ้าหยุดรับประทานอาการเหล่านี้จะหายไป
วิตามินอี ถ้าได้รับในปริมาณมากเกินไป จะมีอาการปวดศีรษะ อ่อนเพลีย ตาพร่ามัว กล้ามเนื้อล้า แน่นท้อง และท้องร่วง และถ้าร่างกายขาดวิตามินอีสูงมาก อาจขัดขวางวิตามินเอได้
แหล่งข้อมูล-จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไบโอติน Biotin หรือ Vitamin H ดาวพฤหัส
เป็นวิตามินชนิดหนึ่งในกลุ่มวิตามิน บี แต่ก็ยังไม่มีข้อกำหนดเกี่ยวกับปริมาณของวิตามินที่ร่างกายต้องการในแต่ละวัน วิตามินนี้จะถูกสังเคราะห์โดยจุลินทรีย์ในลำไส้ ระดับของไบโอตินในเซรุ่มของคนปกติอยู่ระหว่าง 213-404 นาโนกรัม/มล. สาเหตุหนึ่งที่ร่างกายอาจขาดไบโอตินได้ก็คือ การรับประทานไข่ขาวดิบในปริมาณมากเป็นระยะเวลานานๆ ทั้งนี้เพราะในไข่ขาวมีสารที่จะทำลายไบโอติน เมื่อร่างกายเกิดอาการขาดวิตามินนี้ก็จะทำให้เกิดเป็นโรคผิวหนัง ผิวหนังมีสีเทา อ่อนเพลีย โลหิตจาง มีโคเลสเตอรอลในเลือดสูงกว่าปกติ
วิตามินชนิดนี้ บางครั้งจะรู้จักในชื่อของ โคเอ็นไซม์ อาร์ ( Coenzyme R ) ร่างกายสามารถสร้างเองได้เป็นจำนวนมาก โดยแบคทีเรียจากลำไส้
ไบโอตินพบได้ใน เนื้อสัตว์ ไข่แดง กล้วย ตับ ข้าวกล้อง ถั่ว ปลาเนื้อขาว น้ำมันปลา ข้าวกล้อง ข้าวโพด รำข้าวสาลี ไข่ นม เนย โยเกิรต์ ผักต่างๆโดยเฉพาะดอกกะหล่ำ กะหล่ำปลี เห็ด แครอท
ไบโอตินจะไม่ถูกทำลายเนื่องจากการประกอบอาหาร การสูญเสียไปโดยมากจะไปกับน้ำที่ล้างหรือน้ำที่ต้มประกอบอาหาร
นอกจากนี้แบคทีเรียบางชนิดที่อยู่ในลำไส้ (lactobacillin) สามารถผลิตไบโอตินได้
ความสำคัญของไบโอตินมีหลายประการ เช่น ช่วยในกระบวนการเผาผลาญไขมัน (fat metabolism) ช่วยสังเคราะห์กรดไขมันบางชนิด ลดระดับน้ำตาลในเลือด ส่งเสริมการทำงานของเอ็นไซม์ในร่างกายหลายชนิด และเพิ่มความแข็งแรงให้กับเส้นผมและเล็บ
ยังไม่มีข้อกำหนดเกี่ยวกับปริมาณของวิตามินที่ร่างกายต้องการในแต่ละวัน วิตามินนี้จะถูกสังเคราะห์โดยจุลินทรีย์ในลำไส้ ไบโอตินเป็นกรดที่มีกำมะถันอยู่ด้วยในโมเลกุล ผลึกของ ไบโอตินเป็นรูปเข็มยาว ในธรรมชาติมักเกิดรวมอยู่กับกรดอะมิโนไลซีน ระดับของไบโอตินในเซรุ่มของคนปกติอยู่ระหว่าง 213-404 นาโนกรัม/มล.
สาเหตุหนึ่งที่ร่างกายอาจขาดไบโอตินได้ก็คือ การรับประทานไข่ขาวดิบในปริมาณมากเป็นระยะเวลานานๆ ทั้งนี้เพราะในไข่ขาวมีสารที่จะทำลายไบโอติน เมื่อร่างกายเกิดอาการขาดไบโอตินก็จะทำให้เกิดเป็นโรคผิวหนัง ผิวหนังมีสีเทา อ่อนเพลีย โลหิตจาง มีโคเลสเตอรอลในเลือดสูงกว่าปกติจะมีการอักเสบของเยื้อบุต่างๆ ผิวหนังแห้งลอก ตกสะเก็ด มีอาการเบื่ออาหาร อาเจียน ซึม ปวดเมื่อยตามตัว ระดับคอเลสเตอรอลสูง โลหิตจางแม้จะได้รับเหล็กเพียงพอ การขับปัสสาวะลดลง
ประโยชน์ต่อร่างกาย
ทำหน้าที่เป็นโคเอนไซม์ในขบวนการต่างๆของร่างการ เช่น กระบวนการเผาพลาญของร่างกาย ขบวนการสร้างกรดไขมัน พิวรีน
เป็นตัวส่งเสริมการเจริญเติบโตของร่างกาย ช่วยผลิตฮอร์โมนเกี่ยวกับการสืบพันธุ์ และอินซูลิน อีกทั้งยังรักษาสุขภาพของผิวหนัง ผม ต่อม เหงื่อ และกระดูกอ่อนอีกด้วย
เป็นตัวส่งเสริมความเจริญเติบโตของร่างกายที่สำคัญ ช่วยในการสังเคราะห์วิตามินซี
เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการรักษาสุขภาพผิวหนัง เส้นผม ประสาท และกระดูกอ่อน
ช่วยในการผลิตฮอร์โมนเกี่ยวกับการสืบพันธุ์ และรักษาให้อยู่ในสภาพสมบูรณ์
ปริมาณที่แนะนำ
ปกติร่างกายจะสามารถสร้างไบโอตินได้อยู่แล้วจากแบคทีเรียในลำไส้ ซึ่ง ถ้าหากรวมกับอาหารที่ได้รับในแต่ละวันถือว่าเพียงพอต่อความต้องการของร่างกายแล้ว แต่ก็เชื่อว่า ผู้ใหญ่ควรได้รับไบโอติน วันละ 100 – 200 ไมโคกรัม เด็ก(ตั้งแต่ 4 ขวบขึ้นไป) ควรได้รับวันล่ะ 85 – 120 ไมโคกรัม
ข้อมูลอื่นๆ
มีการดูดซึมที่ลำไส้เล็ก และมีการขับออกทางปัสสาวะ
อาหารหรือสารต้านฤทธิ์ ได้แก่ วิตามินบีรวม วิตามินบี 12 กรดโฟลิค กรดแพนโทเธ็นนิค วิตามินซี กำมะถัน
มักจะไม่พบการขาดไบโอตินในผู้ที่รับประทานอาหารครบหมู่หรืออาหารที่อุดมไปด้วยวิตามินบีรวม แต่อาจจะพบในผู้ที่ใช้ยาปฏิชีวนะเป็นระยะเวลานานโดยเฉพาะยาในกลุ่ม Sulfa เนื่องจากเชื้อพวก Lactobacillin จะถูกทำลาย การบริโภคไขขาวดิบในปริมาณสูง และนานติดต่อกันอาจทำให้สาร avidin ในไข่ขาวจับกับไบโอตินทำให้ไบโอตินไม่สามารถดูดซึมได้ก็อาจนำมาซึ่งภาวะการขาดไบโอตินได้ นอกจากนี้การใช้ยาต้านชัก (anti-seizure) เป็นเวลานานติดต่อกันก็สามารถก่อให้เกิดการขาดไบโอตินได้เช่นกัน
อาการที่พบในผู้ที่ขาดสารไบโอติน ได้แก่ อาการทางผิวหนัง (ผิวหนังอักเสบ) แห้งเป็นขุย ผมร่วง เล็บเปราะ กล้ามเนื้ออ่อนเปลี้ย แสบตา เป็นต้น อาการที่น่าสนใจคือ ผมร่วง ผมบาง ซึ่งผมร่วงบางชนิดเกิดจากเส้นผมไม่แข็งแรงเนื่องมาจากร่างกายสร้าง keratin ได้น้อย
ไบโอตินจึงมีความสำคัญในการช่วยสร้าง keratin ในผู้ที่ขาดสารไบโอติน ประโยชน์ของไบโอตินอีกประการหนึ่งก็คือช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้กับเล็บมือ และเล็บเท้า โดยเฉพาะในผู้ที่มีปัญหาเล็บเปราะเนื่องมาจากขาดสารไบโอติน
ขนาดที่ใช้เพื่อเพิ่มความแข็งแรงของเส้นผม คือ 1-3 มิลลิกรัมต่อวัน และต้องใช้กับผู้ที่มีผมร่วง เนื่องมาจากการขาดไบโอตินเท่านั้น ส่วนขนาดที่ใช้เพื่อเพิ่มความแข็งแรงให้กับเล็บคือ 2.5 มิลลิกรัมต่อวัน ปัจจุบันยังไม่พบรายงานผลข้างเคียงหรือการเป็นพิษของวิตามินบีชนิดนี้
วันจันทร์ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553
โหราศาสตร์สุขภาพกับวันจันทร์ดับ

ในด้านโหราศาสตร์มีความเชื่อว่ามนุษย์จะต้องถูกอิทธิพลจากตำแหน่งของระบบสุริยะในขณะที่เกิดหรือเวลาตกฟาก ควบคุมโชคชะตา เชื่อว่ามีพลังงานจากดาวเคราะห์มากระทบถึงตัวมนุษย์ เพราะมนุษย์คือส่วนหนึ่งของจักรวาล และอาศัยอยู่บนดาวเคราะห์ดวงหนึ่งคือโลก ดังนั้นพลังงานต่างๆจะส่งผลถึงมนุษย์ผ่านทางโลกนั้นเอง พลังงานเหล่านี้อธิบายบุคลิกภาพอิทธิพล, ศักยภาพและสามารถใช้คาดการณ์อนาคตสำหรับบุคคลได้ด้วย
ปรากฏการทางด้านดาราศาสตร์ นักโหราศาสตร์สามารถนำมาใช้ประโยชน์ในการดำรงชีวิตให้สอดคล้องกับจักรวาล อย่างไม่ประมาทโดยมีวิธีการสังเคราะห์และแปรผลตามหลักวิชาที่ได้ศึกษา เพื่อประเมินผลตอบรับและกระทำตัวให้สอดคล้องไม่ขัดแย้งแต่เลือกเงื่อนไขในทางบวก
วันจันทร์ดับ(New Moon)
วัฏจักรของดวงจันทร์
ถ้านับเดือนทางจันทรคติ ดวงจันทร์จะโคจรรอบโลกหนึ่งรอบ กินเวลา 29 1/2 วัน ถ้าเรานับจุดเริ่มต้นของดวงจันทร์ที่วันเดือนดับ (New moon) เป็นช่วงที่ดวงจันทร์ อยู่เป็นเส้นตรงระหว่างโลกกับดวงอาทิตย์ ทำให้ดวงจันทร์ทึบแสง คนบนโลกจึงมองไม่เห็นดวงจันทร์ แล้วก็เป็นวันข้างขึ้นทีละน้อย เราจะเห็นดวงจันทร์สว่างเป็นเสี้ยวทางขอบฟ้าตะวันตก และจะเห็นดวงจันทร์ขึ้นสูงจากขอบฟ้าทิศตะวันตก ไปทางทิศตะวันออก พร้อมกับมีเสี้ยวสว่างมากขึ้น พอถึงช่วงวันขึ้น 7-8 ค่ำ ดวงจันทร์จะสว่างครึ่งซีกอยู่ตรงกลางท้องฟ้าพอดี (Quarter) วันต่อมาจะเพิ่มเสี้ยวสว่างเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งวันขึ้น 14-15 ค่ำ ดวงจันทร์จะมาอยู่ตรงเส้น ระหว่างดวงอาทิตย์และโลก ทำให้ดวงจันทร์เกิดสว่างเต็มดวง (Full moon) หลังจากนั้นดวงจันทร์กลายเป็นข้างแรม ดวงจันทร์จะขึ้นช้าไปเรื่อยๆ จนหายไปในท้องฟ้าจะเห็นเดือนดับ แล้วก็เริ่มต้นใหม่ เป็นเช่นนี้ไปเรื่อยๆ การเกิดข้างขึ้นข้างแรม เนื่องจากดวงจันทร์โคจรรอบโลก 1 รอบ เท่ากับมันโคจรรอบตัวเอง 1 รอบพอดี ซึ่งใช้เวลาประมาณ 1 เดือน ตัวเองได้ครบหนึ่งรอบพอดีด้วย ทำให้เรามองเห็นดวงจันทร์ด้านเดียว ดวงจันทร์เป็นบริวารของโลก โคจรรอบโลกทุกๆ 27 วัน 8 ชั่งโมง
อิทธิพลของวันจันทร์ดับ
ช่วงจันทร์ดับในแต่ละเดือนนั้นให้สังเกตุว่ามีมุมกุมกับเล็งนั้นส่งผลต่อสุขภาพร่างกายอย่างไรบ้าง ส่วนต่างๆเหล่านี้อาจจะมีปัญหา เกิดการเจ็บป่วย
• ราศีเมษ บริเวณศรีษะและใบหน้า , ปาก ฟัน, และตา. อาจจะมีการอักเสบหรือเจ็บปวดในบริเวณส่วนต่างๆ
• ราศีพฤษภ บริเวณคอ - ปกครองไทรอยด์, tonsils และคอ เหงือกของปากและหูกลาง.
• มิถุน เป็นประกอบกับแขนและไหล่ - ซึ่งรวมถึงมือด้วย. ยังควบคุมปอดและระบบประสาท.
• กรกฏ บริเวณหน้าอก - ปกครองเหนือท้อง, หน้าอกและช่องอก. กำหนดเป็น nurturer และคุ้มครองมะเร็งจะประกอบไปด้วยมดลูกและเสมหะและน้ำมูก membranes.
• สิงห์ บริเวณหัวใจ - กระดูกสันหลังและกลางหลัง.
ราศีกันย์ บริเวณท้อง ส่วนนี้ควบคุมระบบย่อยอาหาร: ตับตับอ่อนและลำไส้ขนาดเล็ก.
• ตุลย์ บริเวณไต - เลือด. ยังควบคุมพื้นที่เกี่ยวกับเอวของด้านหลัง adrenals, kidneys และผิวหนัง
• ราศีพิจิก บริเวณลำไส้ตรงระบบปัสสาวะ, ช่องคลอด, อัณฑะและต่อม prostate. จนถึงระบบขับถ่าย ริดสีดวงทวาร
• ธนู บริเวณสะโพกขา - รวมทั้งเส้นประสาท sciatic. และตับ.
• มังกร บริเวณข้อต่อ เข่าและผิวรวมทั้งผม, มือและเล็บนิ้วเท้า, ฟันและผนังเซลล์.
• ราศีกุมภ์ บริเวณขา - ควบคุมขาหน้าแข้งและข้อเท้า การไหลเวียนของเลือดและลิ้นหัวใจ.
• ราศีมีน บริเวณเท้า - เท้าและเท้าทั้งระบบน้ำเหลืองและม้าม.
• ตัวอย่างเช่น บุคคลท่านใดที่ภพ 6 ราศีธนู วันจันทร์ดับมาเล็งหรือกุม ให้ระวังจะเป็นโรคตับหรือท่านจะเริ่มเป็นในช่วงที่จันทร์ดับ ตับอักเสบ เป็น ภาวะที่เซลตับถูกทำลาย การทำลายเซลล์ตับเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น จากการติดเชื้อ ซึ่งเป็นได้ทั้ง แบคทีเรีย ไวรัส และโปรโตชัว หรือเซลล์ตับอาจถูกทำลายจากสาเหตุอื่น ได้แก่ จากพิษของสุรา ยาบางชนิด รวมถึงสารเคมี ดังนั้นช่วงเดือนดังกล่าวให้งดดื่มเหล้า และหลีกเลี่ยงการเข้าสังคมที่มีภาวะสุ่มเสี่ยง ระวังการรับประทานอาหารข้างทางริมถนน ที่มีภาชนะไม่สะอาด น้ำ1กระป๋องล้างจานได้ทั้งวัน อาจจะติดเชื้อจากการใช้ภาชนะรับประทานอาหารร่วมกันโดยไม่รู้ตัว
อาการปวดสะโพก หมายถึง อาการที่เกิดขึ้นที่ด้านหลังของขา มีจุดเริ่มต้นที่สะโพกหรือบั้นท้าย ลงสู่ต้นขาด้านหลัง และสู่ด้านข้างของขาทั้งสองข้าง
สาเหตุของการปวดข้อสะโพก
1. ผู้สูงอายุจะมีการเสื่อมของข้อสะโพก
2. ผู้ที่มีภาวะของหัวกระดูกต้นขาตายจากการขาดเลือดมาหล่อเลี้ยง
3. ผู้ที่มีการหักของข้อสะโพก
4. ผู้ที่มีเนื้องอกบริเวณข้อสะโพก
5. ผู้ที่มีความพิการของข้อสะโพก หรือมีข้อสะโพกเคลื่อนหลุดมาแต่กำเนิด ทำให้มีการเสื่อมตามมา
6. ผู้ที่มีข้อติดแข็ง
ดังนั้นให้ระวังเรื่องสุขภาพในวันที่จันทร์ดับมาสัมพันธ์ร้ายๆด้วยนะครับ อาจจะไม่เกิดทันทีแต่จะเริ่มส่งผล เริ่มมีปัญหาเกิดขึ้นโดยที่เราไม่รู้ตัว ดังนั้นให้พึงสังเกตุด้วยนะครับ
วันพฤหัสบดีที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2552
วันปีใหม่ทางโหราศาสตร์
วันปีใหม่ทางโหราศาสตร์
วันที่ดวงอาทิตย์ขึ้นและตกทางทิศตะวันออกและตะวันตกพอดี เราเรียกว่า วิษุวัต(Equinox) โดยในแต่ละปีจะมีเพียง 2 วันเท่านั้น คือวันที่ 21 มีนาคม เรียกว่า วสันตวิษุวัต(Vernal equinox) ถือว่าเป็นวันเริ่มต้นของฤดูใบไม้ผลิทางซีกโลกเหนือ (หรือฤดูใบไม้ร่วงทางซีกโลกใต้) และวันที่ 22 กันยายน เรียกว่า ศารทวิษุวัต (Autumnal equinox) ถือว่าเป็นวันเริ่มต้นของฤดูใบไม้ร่วงทางซีกโลกเหนือ (หรือฤดูใบไม้ผลิทางซีกโลกใต้) ในวันทั้งสองนี้ แกนโลกจะอยู่ในระนาบตั้งฉากกับรัศมีจากดวงอาทิตย์พอดี ทำให้กลางวันและกลางคืนยาวเท่ากัน หรือ เรียกว่า มัธยมกาล ซีกโลกเหนือและซีกโลกใต้จะได้รับพลังงานความร้อนจากดวงอาทิตย์เท่าๆกัน
เมื่อเขตร้อนลดลง เขตหนาวก็ต้องเพิ่มขึ้น นั่นคือ แกนโลกเอียงลดลงกำลังพาโลกไปสู่ยุคน้ำแข็ง แกนโลกเอียงน้อยที่สุด 22.6 องศา ในอีก 10,200 ปีซึ่งเป็นช่วงที่เขตร้อนเหลือน้อยที่สุด หลังจากนั้นแกนโลกจะเริ่มเอียงมากขึ้นทีละน้อย เขตร้อนเพิ่มขึ้น ปรากฏการณ์โลกร้อนขึ้นเพราะแกนโลกเอียงมากขึ้นก็จะตามมา กลายเป็นโลกเข้าสู่ยุคน้ำแข็งละลายเนื่องจากเขตหนาวลดลง
ในปัจจุบันขั้วโลกเหนือหันเข้าหาดวงอาทิตย์ในเดือนมิถุนายน ทำให้ซีกโลกเหนือเป็นฤดูร้อน แต่ในเดือนธันวาคมขั้วโลกเหนือหันออกจากดวงอาทิตย์ซีกโลกเหนือได้รับความร้อนลดลงจึงเป็นฤดูหนาว ในระยะยาวอีกประมาณ 12,000 ปีจากปัจจุบัน ขั้วโลกเหนือหันเข้าหาดวงอาทิตย์ในเดือนธันวาคมและหันออกในเดือนมิถุนายน ดังนั้นฤดูกาลจึงกลับกันกับในปัจจุบัน คือซีกโลกเหนือเป็นฤดูร้อนในเดือนธันวาคมและเป็นฤดูหนาวในเดือนมิถุนายน ปรากฏการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นเพราะการส่ายของแกนหมุนของโลกรอบละ 25,800 ปี
ทิศทางที่แสงแดดตกกระทบผิวโลกจะช่วยบอกให้ทราบว่าโลกบริเวณนั้นมีอุณหภูมิสูงหรือต่ำ หากแสงอาทิตย์ส่องมาตรง ๆ หรือตั้งฉากกับผิวโลกจะทำให้ผิวโลกบริเวณนั้นร้อนกว่า เมื่อแสงอาทิตย์ส่องมาเฉียง ๆ ทั้งนี้เพราะเมื่อแสงส่องมาเฉียงความร้อนจะแผ่กระจายเป็นบริเวณกว้าง อุณหภูมิเฉลี่ยต่อหน่วยพื้นที่จึงน้อยกว่าเมื่อแสงส่องมาตรง ๆ ซึ่งความร้อนแผ่กระจายเป็นบริเวณแคบ ทำให้อุณหภูมิเฉลี่ยต่อหน่วยพื้นที่มีค่าสูง ปัจจุบัน
วันที่ 22 ธันวาคม หรือ ทักษิณายัน (Vernal solstice) ในวันนี้ดวงอาทิตย์จะขึ้นค่อนไปทางใต้มากที่สุด เป็นการเริ่มต้นของฤดูหนาว ส่วนทางซีกโลกใต้ วันนี้จะเป็นวันที่ยาวที่สุดและเป็นการเริ่มต้นฤดูร้อน เพราะว่าแกนโลกจะหันด้านใต้เข้าหาดวงอาทิตย์ ทำให้ซีกโลกใต้ได้รับความร้อนมากกว่าซีกโลกเหนือ
ทางโหราศาสตร์สากล(Classical Astrology)ถือว่า
วันที่ 22 ธันวาคม 2552 เวลา0.58เป็นวันปีใหม่ทางโหราศาสตร์
Sun ingress Capricorn
ingress (22.12.2009 0:58:00 GMT+7:00) thai (13N45'00 100E30'00)
Tropical, Geocentric, Placidus
อาทิตย์ยกราศีมกร ทำมุมดี60องศากับจันทร์27องศาราศีกุมภ์หมายถึงการรอมชอมและการให้เกรียติซึ่งกันและกัน มิตรภาพที่ดี จันทร์ภพ5หมายถึงการลงทุน การบันเทิงจะคึกคัก แต่ยังกังวลเรื่องรายได้ที่ได้มาแล้วต้องไหลออกจากกระเป๋าไป คือยังเดือดร้อนในการเงิน ส่วนการเมืองรัฐสภายังวุ่นวายถกเถียงกันวุ่นวาย ไม่สงบเท่าที่ควร
การปฏิบัติตนในวันปีใหม่ทางโหราศาสตร์นี้ให้ทำพิธีกรรมต่างๆทั้งทางจีนและศาสนาพุทธคือประพฤติตนให้ดีไม่ให้วันนี้มีเรื่องมีราวเพราะผลของการกระทำและการเกิดเหตุการณ์ณืที่ไม่ดีจะส่งผลตลอดทั้งปี หมายถึงฤทธิ์ของเวลานี้จะยืนยาวปีต่อปี ผู้ที่ได้ปฏิบัติตนมาตลอดในทุกๆเดือนจนถึงกระทั้งวันนี้จะเกิดความเป็นมงคลและโชคดีเป็นอันมาก อย่าทะเลาะ โดนทวงหนี้ และสิ่งต่างๆที่ไม่ดีในวันนี้ ให้หลีกเลี่ยงเสีย ถ้าให้ดีอยู่บ้านไม่ไปไหนดีที่สุด
วันที่ดวงอาทิตย์ขึ้นและตกทางทิศตะวันออกและตะวันตกพอดี เราเรียกว่า วิษุวัต(Equinox) โดยในแต่ละปีจะมีเพียง 2 วันเท่านั้น คือวันที่ 21 มีนาคม เรียกว่า วสันตวิษุวัต(Vernal equinox) ถือว่าเป็นวันเริ่มต้นของฤดูใบไม้ผลิทางซีกโลกเหนือ (หรือฤดูใบไม้ร่วงทางซีกโลกใต้) และวันที่ 22 กันยายน เรียกว่า ศารทวิษุวัต (Autumnal equinox) ถือว่าเป็นวันเริ่มต้นของฤดูใบไม้ร่วงทางซีกโลกเหนือ (หรือฤดูใบไม้ผลิทางซีกโลกใต้) ในวันทั้งสองนี้ แกนโลกจะอยู่ในระนาบตั้งฉากกับรัศมีจากดวงอาทิตย์พอดี ทำให้กลางวันและกลางคืนยาวเท่ากัน หรือ เรียกว่า มัธยมกาล ซีกโลกเหนือและซีกโลกใต้จะได้รับพลังงานความร้อนจากดวงอาทิตย์เท่าๆกัน
เมื่อเขตร้อนลดลง เขตหนาวก็ต้องเพิ่มขึ้น นั่นคือ แกนโลกเอียงลดลงกำลังพาโลกไปสู่ยุคน้ำแข็ง แกนโลกเอียงน้อยที่สุด 22.6 องศา ในอีก 10,200 ปีซึ่งเป็นช่วงที่เขตร้อนเหลือน้อยที่สุด หลังจากนั้นแกนโลกจะเริ่มเอียงมากขึ้นทีละน้อย เขตร้อนเพิ่มขึ้น ปรากฏการณ์โลกร้อนขึ้นเพราะแกนโลกเอียงมากขึ้นก็จะตามมา กลายเป็นโลกเข้าสู่ยุคน้ำแข็งละลายเนื่องจากเขตหนาวลดลง
ในปัจจุบันขั้วโลกเหนือหันเข้าหาดวงอาทิตย์ในเดือนมิถุนายน ทำให้ซีกโลกเหนือเป็นฤดูร้อน แต่ในเดือนธันวาคมขั้วโลกเหนือหันออกจากดวงอาทิตย์ซีกโลกเหนือได้รับความร้อนลดลงจึงเป็นฤดูหนาว ในระยะยาวอีกประมาณ 12,000 ปีจากปัจจุบัน ขั้วโลกเหนือหันเข้าหาดวงอาทิตย์ในเดือนธันวาคมและหันออกในเดือนมิถุนายน ดังนั้นฤดูกาลจึงกลับกันกับในปัจจุบัน คือซีกโลกเหนือเป็นฤดูร้อนในเดือนธันวาคมและเป็นฤดูหนาวในเดือนมิถุนายน ปรากฏการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นเพราะการส่ายของแกนหมุนของโลกรอบละ 25,800 ปี
ทิศทางที่แสงแดดตกกระทบผิวโลกจะช่วยบอกให้ทราบว่าโลกบริเวณนั้นมีอุณหภูมิสูงหรือต่ำ หากแสงอาทิตย์ส่องมาตรง ๆ หรือตั้งฉากกับผิวโลกจะทำให้ผิวโลกบริเวณนั้นร้อนกว่า เมื่อแสงอาทิตย์ส่องมาเฉียง ๆ ทั้งนี้เพราะเมื่อแสงส่องมาเฉียงความร้อนจะแผ่กระจายเป็นบริเวณกว้าง อุณหภูมิเฉลี่ยต่อหน่วยพื้นที่จึงน้อยกว่าเมื่อแสงส่องมาตรง ๆ ซึ่งความร้อนแผ่กระจายเป็นบริเวณแคบ ทำให้อุณหภูมิเฉลี่ยต่อหน่วยพื้นที่มีค่าสูง ปัจจุบัน
วันที่ 22 ธันวาคม หรือ ทักษิณายัน (Vernal solstice) ในวันนี้ดวงอาทิตย์จะขึ้นค่อนไปทางใต้มากที่สุด เป็นการเริ่มต้นของฤดูหนาว ส่วนทางซีกโลกใต้ วันนี้จะเป็นวันที่ยาวที่สุดและเป็นการเริ่มต้นฤดูร้อน เพราะว่าแกนโลกจะหันด้านใต้เข้าหาดวงอาทิตย์ ทำให้ซีกโลกใต้ได้รับความร้อนมากกว่าซีกโลกเหนือ
ทางโหราศาสตร์สากล(Classical Astrology)ถือว่า
วันที่ 22 ธันวาคม 2552 เวลา0.58เป็นวันปีใหม่ทางโหราศาสตร์
Sun ingress Capricorn
ingress (22.12.2009 0:58:00 GMT+7:00) thai (13N45'00 100E30'00)
Tropical, Geocentric, Placidus
อาทิตย์ยกราศีมกร ทำมุมดี60องศากับจันทร์27องศาราศีกุมภ์หมายถึงการรอมชอมและการให้เกรียติซึ่งกันและกัน มิตรภาพที่ดี จันทร์ภพ5หมายถึงการลงทุน การบันเทิงจะคึกคัก แต่ยังกังวลเรื่องรายได้ที่ได้มาแล้วต้องไหลออกจากกระเป๋าไป คือยังเดือดร้อนในการเงิน ส่วนการเมืองรัฐสภายังวุ่นวายถกเถียงกันวุ่นวาย ไม่สงบเท่าที่ควร
การปฏิบัติตนในวันปีใหม่ทางโหราศาสตร์นี้ให้ทำพิธีกรรมต่างๆทั้งทางจีนและศาสนาพุทธคือประพฤติตนให้ดีไม่ให้วันนี้มีเรื่องมีราวเพราะผลของการกระทำและการเกิดเหตุการณ์ณืที่ไม่ดีจะส่งผลตลอดทั้งปี หมายถึงฤทธิ์ของเวลานี้จะยืนยาวปีต่อปี ผู้ที่ได้ปฏิบัติตนมาตลอดในทุกๆเดือนจนถึงกระทั้งวันนี้จะเกิดความเป็นมงคลและโชคดีเป็นอันมาก อย่าทะเลาะ โดนทวงหนี้ และสิ่งต่างๆที่ไม่ดีในวันนี้ ให้หลีกเลี่ยงเสีย ถ้าให้ดีอยู่บ้านไม่ไปไหนดีที่สุด
วันพุธที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2552
วันสำคัญที่พึงปฏิบัติ
วันสำคัญที่พึงปฏิบัติ
วันเวลาสำหรับนั่งสมาธิ สวดมนต์ เพื่อขอพลังจากฟ้าเปิด เป็นวันที่ โลก ดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ มาชุมนุมกัน เรียกว่าสังคมโลกกับจักรวาลเชื่อมมิติซึ่งกันและกัน ให้อธิษฐานจิต เรียกบุญที่ได้ทำในทุกๆชาติ น้อมจิตถึงพ่อแม่ ปู่ย่าตายายและญาติทุกๆชาติ และครูบาอาจารย์ สิ่งศักดิ์สิทธ์ที่นับถือมาทุกๆชาติ ช่วยให้ข้าพเจ้า มีความสุขความเจริญ ความก้าวหน้าและนั่งสมาธิให้เกิดความก้าวหน้ายิ่งๆขึ้น ความชั่วร้ายต่างๆจนถึงคนพาลคนหยาบอย่าได้มาเจอะเจอ
วันดังกล่าว ให้สงบจิตใจ ระวังมารผจญ เพราะวันนี้เป็นวันที่แรงมาก คนที่ทำบุญมาน้อยจะหงุดหงิดระงับอารมณ์ไม่อยู่ ระวังไม่ให้ใครหยิบยืมเงินวันต่างๆเหล่านี้ ไม่จ่ายเงินมีหนี้ให้ไปจ่ายวันอื่น ปลีกวิเวกหลีกเลี่ยงพบปะผู้คน ไม่ควรสัญจรไปมาในที่ต่างๆ บางท่านชะตาขาดอาจจะจากจรไปต่างภพ วันเหล่านี้เหมาะกับการเริ่มต้นในสื่งที่ดี จะนำมาซึ่งความก้าวหน้า ความเจริญ ถ้ารู้จักปฏิบัติตาม ความรู้เหล่านี้เป็นวิชาที่ปราชโบราณ ได้นำมาปฏิบัติอยู่ในเฉพาะหมู่ผู้มีการศึกษาและลูกศิษยผู้ที่ไม่ประมาทในสำนักเท่านั้น
พระพุทธโอวาท : ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน
ผู้รู้ รู้สิ่งที่ควรรู้ รู้จักโลก นั่นคือ รู้จักธรรม(ความจริงของธรรมชาติและชีวิต)
ผู้ตื่น ตื่นจากอะไร ตื่นความฝันที่เราสรรค์สร้าง ให้เข้าใจว่าต้องปฏิบัติตนเช่นไร
ผู้เบิกบาน คือไม่หดหู่ เหี่ยวแห้ง ท้อแท้ เพราะเราเข้าใจกฏแห่งธรรมชาติ
Date Time
Date Time
16.12.2009
19:02:05
15.1.2010
14:11:22
14.2.2010
9:51:18
16.3.2010
4:01:04
14.4.2010
19:28:54
14.5.2010
8:04:23
12.6.2010
18:14:34
12.7.2010
2:40:27
10.8.2010
10:08:09
8.9.2010
17:29:49
8.10.2010
1:44:28
6.11.2010
11:51:46
6.12.2010
0:35:41
4.1.2011
16:02:36
วันเวลาสำหรับนั่งสมาธิ สวดมนต์ เพื่อขอพลังจากฟ้าเปิด เป็นวันที่ โลก ดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ มาชุมนุมกัน เรียกว่าสังคมโลกกับจักรวาลเชื่อมมิติซึ่งกันและกัน ให้อธิษฐานจิต เรียกบุญที่ได้ทำในทุกๆชาติ น้อมจิตถึงพ่อแม่ ปู่ย่าตายายและญาติทุกๆชาติ และครูบาอาจารย์ สิ่งศักดิ์สิทธ์ที่นับถือมาทุกๆชาติ ช่วยให้ข้าพเจ้า มีความสุขความเจริญ ความก้าวหน้าและนั่งสมาธิให้เกิดความก้าวหน้ายิ่งๆขึ้น ความชั่วร้ายต่างๆจนถึงคนพาลคนหยาบอย่าได้มาเจอะเจอ
วันดังกล่าว ให้สงบจิตใจ ระวังมารผจญ เพราะวันนี้เป็นวันที่แรงมาก คนที่ทำบุญมาน้อยจะหงุดหงิดระงับอารมณ์ไม่อยู่ ระวังไม่ให้ใครหยิบยืมเงินวันต่างๆเหล่านี้ ไม่จ่ายเงินมีหนี้ให้ไปจ่ายวันอื่น ปลีกวิเวกหลีกเลี่ยงพบปะผู้คน ไม่ควรสัญจรไปมาในที่ต่างๆ บางท่านชะตาขาดอาจจะจากจรไปต่างภพ วันเหล่านี้เหมาะกับการเริ่มต้นในสื่งที่ดี จะนำมาซึ่งความก้าวหน้า ความเจริญ ถ้ารู้จักปฏิบัติตาม ความรู้เหล่านี้เป็นวิชาที่ปราชโบราณ ได้นำมาปฏิบัติอยู่ในเฉพาะหมู่ผู้มีการศึกษาและลูกศิษยผู้ที่ไม่ประมาทในสำนักเท่านั้น
พระพุทธโอวาท : ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน
ผู้รู้ รู้สิ่งที่ควรรู้ รู้จักโลก นั่นคือ รู้จักธรรม(ความจริงของธรรมชาติและชีวิต)
ผู้ตื่น ตื่นจากอะไร ตื่นความฝันที่เราสรรค์สร้าง ให้เข้าใจว่าต้องปฏิบัติตนเช่นไร
ผู้เบิกบาน คือไม่หดหู่ เหี่ยวแห้ง ท้อแท้ เพราะเราเข้าใจกฏแห่งธรรมชาติ
Date Time
Date Time
16.12.2009
19:02:05
15.1.2010
14:11:22
14.2.2010
9:51:18
16.3.2010
4:01:04
14.4.2010
19:28:54
14.5.2010
8:04:23
12.6.2010
18:14:34
12.7.2010
2:40:27
10.8.2010
10:08:09
8.9.2010
17:29:49
8.10.2010
1:44:28
6.11.2010
11:51:46
6.12.2010
0:35:41
4.1.2011
16:02:36
วันอังคารที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2552
แถบดาวเคราะห์น้อย (Asteroid belt)
แถบดาวเคราะห์น้อย (Asteroid belt)
เป็นบริเวณในระบบสุริยะที่อยู่ระหว่างวงโคจรของดาวอังคาร กับดาวพฤหัสบดี ประกอบไปด้วยก้อนหินจำนวนมากลอยเกาะกลุ่มกันเป็นแถบ เรียกหินเหล่านี้ว่า ดาวเคราะห์น้อย หรือ ดาวเคราะห์แคระ บางครั้งก็เรียกแถบความเคราะห์น้อยว่า "แถบหลัก" เพื่อแยกแยะมันออกจากแถบดาวเคราะห์แคระอื่นๆ ที่มีอยู่ในระบบสุริยะ เช่นแถบไคเปอร์ และแถบหินกระจาย (scattered disk)
มวลกว่าครึ่งหนึ่งของแถบดาวเคราะห์น้อยอยู่ในวัตถุขนาดใหญ่ 4 ชิ้น ได้แก่ ซีรีส, 4 เวสต้า, 2 พัลลัส และ 10 ไฮเจีย ทั้งสี่ชิ้นนี้มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางมากกว่า 400 กิโลเมตร สำหรับซีรีสซึ่งถือเป็นดาวเคราะห์แคระเพียงดวงเดียวในแถบดาวเคราะห์น้อย มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 950 กิโลเมตร[1][2][3][4] ส่วนที่เหลือมีขนาดลดหลั่นกันลงไปจนถึงเศษฝุ่น ชิ้นส่วนในแถบดาวเคราะห์น้อยกระจายอยู่อย่างเบาบางจนกระทั่งยานอวกาศหลายลำสามารถแล่นผ่านไปได้โดยไม่ชนกับอะไรเลย นอกจากนั้น ชิ้นส่วนดาวเคราะห์น้อยขนาดใหญ่ยังแตกสลายลง เกิดเป็นกลุ่มตระกูลดาวเคราะห์น้อยที่มีองค์ประกอบธาตุและวงโคจรใกล้เคียงกัน การแตกสลายทำให้เกิดเศษฝุ่นละเอียดขึ้นซึ่งกลายเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ทำให้เกิดแสงในแนวจักรราศี ดาวเคราะห์น้อยแต่ละชิ้นในแถบดาวเคราะห์น้อยจะจัดแบ่งกลุ่มโดยแยกตามการสะท้อนแสง โดยหลักแล้วมีสามกลุ่มได้แก่ กลุ่มคาร์บอน (C-type) กลุ่มซิลิกา (S-type) และกลุ่มโลหะ (M-type)
แถบดาวเคราะห์น้อยเป็นองค์ประกอบพื้นฐานของเนบิวลาระบบสุริยะในยุคเริ่มต้น ซึ่งเตรียมจะก่อตัวขึ้นเป็นดาวเคราะห์ แต่เนื่องจากตกอยู่ระหว่างวงโคจรของดาวอังคารกับดาวพฤหัสบดี แรงโน้มถ่วงขนาดสูงของดาวเคราะห์ยักษ์ทำให้ชิ้นส่วนกำเนิดดาวเคราะห์มีพลังงานในการโคจรสูงเกินไปจนไม่สามารถรวมตัวกันขึ้นเป็นดาวเคราะห์ได้ นอกจากนี้ยังเกิดการกระทบอย่างรุนแรง ซึ่งแทนที่ชิ้นส่วนเหล่านั้นจะรวมเข้าด้วยกัน กลับยิ่งแตกกระจัดกระจาย ด้วยเหตุนี้มวลส่วนใหญ่ในแถบดาวเคราะห์น้อยจึงมลายหายไปนับแต่ยุคเริ่มต้นของระบบสุริยะ บางชิ้นส่วนอาจหลุดรอดเข้ามายังระบบสุริยะชั้นในและพุ่งเข้าชนดาวเคราะห์ชั้นในกลายเป็นสะเก็ดดาว วงโคจรของแถบดาวเคราะห์น้อยยังคงถูกรบกวนอยู่เสมอ ในบางครั้งวงโคจรรอบดวงอาทิตย์ของมันบังเอิญไปสอดคล้องกับวงโคจรของดาวพฤหัสบดี ทำให้ชิ้นส่วนจำนวนหนึ่งถูกพัดพาข้ามช่องแคบเคิร์กวูดไปยังวงโคจรอีกระดับหนึ่ง
ปี ค.ศ. 1800 นักดาราศาสตร์ชื่อ บารอน ฟรานซ์ ซาเวอร์ ฟอน แซค เชิญเพื่อนๆ ของเขา 24 คนเข้าร่วมในชมรมไม่เป็นทางการแห่งหนึ่งซึ่งเขาเรียกว่า "สมาคมลิเลียนทาล" มีเป้าหมายจะจัดระเบียบให้ระบบสุริยะ ต่อมากลุ่มนี้เป็นที่รู้จักในชื่อ "ฮิมเมลสโปลิซเซ" (Himmelspolitzei) หรือ ตำรวจอวกาศ สมาชิกคนสำคัญได้แก่ เฮอร์เชล, เนวิล มัสเคลลีน, ชาร์ลส เมอร์สิเออร์ และ เฮนริค โอลเบอร์[8] สมาชิกนักดาราศาสตร์แต่ละคนจะได้รับมอบหมายให้ดูแลอาณาบริเวณ 15 องศาของจักรราศี เพื่อเสาะหาดาวเคราะห์ที่หายไป[9]
ไม่กี่เดือนถัดมา นักดาราศาสตร์คนอื่นซึ่งไม่ได้เป็นสมาชิกตำรวจอวกาศ ได้ตรวจพบสิ่งที่พวกเขาค้นหา วันที่ 1 มกราคม ค.ศ. 1801 จูเซปเป ปิอาซซี (Giuseppe Piazzi) ประธานสมาคมดาราศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยปาเลร์โม ซิซิลี พบวัตถุเคลื่อนที่ชิ้นเล็กๆ ในบริเวณที่คาดคะเนโดยกฎของทิเทียส-โบเด เขาเรียกวัตถุชิ้นนั้นว่า ซีรีส ตามชื่อเทพเจ้าโรมันองค์หนึ่ง คือเทพีแห่งการเก็บเกี่ยวและผู้พิทักษ์เกาะซิซิลี ในตอนแรกปิอาซซีเชื่อว่าวัตถุนั้นคือดาวหาง แต่เนื่องจากมันไม่มีโคม่า มันจึงน่าจะเป็นดาวเคราะห์[8] สิบห้าเดือนต่อมา โอลเบอร์ค้นพบวัตถุชิ้นที่สองในบริเวณฟากฟ้าเดียวกัน คือ พัลลัส มันไม่เหมือนดาวเคราะห์ดวงอื่นๆ เพราะปรากฏเป็นเพียงจุดแสงไม่ว่าจะใช้กล้องโทรทรรศน์ที่มีกำลังขยายสักเท่าใด นอกจากการเคลื่อนที่ของมันแล้ว ก็แทบไม่แตกต่างไปจากดวงดาวทั่วไปเลย ต่อมาในปี ค.ศ. 1802 วิลเลียม เฮอร์เชล เสนอให้จัดประเภทวัตถุเหล่านี้เป็นอีกชนิดหนึ่ง ให้ชื่อว่า "ดาวเคราะห์น้อย" (asteroid) ซึ่งมาจากภาษากรีกว่า asteroeide หมายถึง "เหมือนดวงดาว"[10][11]
แต่ทั้งที่เฮอร์เชลเสนออย่างนั้น วัตถุเหล่านี้กลับถูกเรียกว่าเป็น ดาวเคราะห์ ต่อมาเป็นเวลาหลายทศวรรษ[5] ราวปี ค.ศ. 1807 มีการศึกษาเพิ่มเติมพบวัตถุอีก 2 ชิ้นในย่านฟ้าเดียวกัน คือ จูโน และ เวสต้า[12] แต่สงครามของนโปเลียนทำให้การศึกษาค้นคว้าในช่วงแรกนี้ต้องยุติลง[12] และไม่มีความคืบหน้าใดๆ อีกเลยจนกระทั่งปี ค.ศ. 1845 จึงมีการค้นพบวัตถุชิ้นที่ 5 คือ แอสเตรีย นับจากนั้นก็มีการค้นพบวัตถุชิ้นใหม่ๆ อย่างต่อเนื่องในเวลาอันรวดเร็ว และความคิดที่จะเรียกสิ่งเหล่านี้เป็นดาวเคราะห์ก็เริ่มมีปัญหา ในที่สุดมันก็หลุดจากผังรายชื่อดาวเคราะห์ และข้อเสนอของวิลเลียม เฮอร์เชล ที่แนะให้เรียกมันว่า ดาวเคราะห์น้อย ก็เริ่มเป็นที่นิยมกันต่อมา[5]
ล่วงถึงกลางปี 1868 มีการค้นพบดาวเคราะห์น้อย 100 ดวง และเมื่อมีการคิดค้นภาพถ่ายดาราศาสตร์โดย แมกซ์ วูล์ฟ ในปี ค.ศ. 1891 ก็ทำให้อัตราการค้นพบวัตถุอวกาศเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว[14] ดาวเคราะห์น้อยถูกค้นพบ 1,000 ดวงในปี 1923 พบ 10,000 ดวงในปี 1951 และ 100,000 ดวงในปี 1982[4] ระบบการสำรวจดาวเคราะห์น้อยสมัยใหม่ใช้ค่าเฉลี่ยอัตโนมัติในการระบุตำแหน่งดาวเคราะห์น้อยดวงใหม่ๆ ได้เป็นปริมาณที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
ในโหราศาสตร์สากล โดยทั่วๆไป ใช้ดาวเคราะห์น้อย(Asteroids)แค่4ดวงเท่านั้นส่วนที่เหลือแล้วแต่ตามอัทยาศัยคือ
1.Ceres เส้นผ่าศูนย์กลาง770km ค้นพบเมื่อค.ศ.1801(พศ2344) ลูกสาวของดาวเสาร์เทพแห่งการเกษตร
2.Pallas เส้นผ่าศูนย์กลาง490 km ค้นพบเมื่อค.ศ.1802(พศ2345) 28 มีนาคม พ.ศ. 2344 (ค.ศ. 1802) - ไฮน์ริช วิลเฮล์ม มัททอยส์ โอลเบอรส์ นักดาราศาสตร์ชาวเยอรมัน ค้นพบแพลลาส ซึ่งเป็นดาวเคราะห์น้อยดวงที่ 2เทพแห่งปัญญาและสงคราม (ตำนานกรีก)
3.Juno เส้นผ่าศูนย์กลาง193 Km ค้นพบเมื่อค.ศ.1804(พศ2347)ภรรยาของดาวพฤหัสบดี) (ตำนานโรมัน) มเหสีของพระเจ้าโอลิมเปียที่ป้องกันสมรส; ภรรยาและน้องสาวของดาวพฤหัสบดี; ยมของกรีก Heraเทพบุตรโอลิมเปีย, น้องสาวและมเหสีของ Zeus, ยมของโรมัน Juno.
4. Vesta เส้นผ่าศูนย์กลาง386 kmค้นพบเมื่อค.ศ. 1807(พศ2351)ตำนานโรมัน เจ้าแม่ของบ้านและไฟในเปลวเพลิงที่ถูก tended โดยสาวพรหมจรรย์บริสุทธิ์; ยมของกรีก
พ.ศ. 2344 นักประดิษฐ์ชาวฝรั่งเศสชื่อ Joseph Marie Jacquard ได้พยายามพัฒนาเครืองทอผ้าโดยใช้บัตรเจาะรูในการบันทึกคำสั่งควบคุมเครื่องทอผ้าให้ทำตามแบบที่กำหนดไว้ ซึ่งเป็นแนวทางที่ทำให้เกิดการประดิษฐ์เครื่องเจาะบัตร (Punched Card Machine) ในเวลาต่อมา และถือว่าเป็นเครื่องจักรที่ใช้ชุดคำสั่ง (Program) สั่งทำงาน
สมัย(ประมาณ พ.ศ. 2344
สมัยนี้เริ่มประมาณแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (รัชกาลที่ 2) แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ นักคณิตศาสตร์ในสมัยนี้สนใจเรื่องรากฐานของวิชาคณิตศาสตร์และตรรกศาสตร์ (วิชาที่ว่าด้วยการใช้เหตุผล) นำผลงานคณิตศาสตร์รุ่นก่อนมาวิเคราะห์ นักคณิตศาสตร์รุ่นก่อนเคยกล่าวว่าเป็นจริงแล้ว นักคณิตศาสตร์รุ่นใหม่ก็จะนำมาคิดหาทางพิสูจน์ให้เห็นจริง ทำให้ความรู้ทางคณิตศาสตร์เดิมมีพื้นฐานมั่นคง มีหลักเกณฑ์ที่จะอธิบายได้ว่าการคิดคำนวณต่าง ๆ ต้องทำเช่นนี้เพราะเหตุใด ในขณะเดียวกันก็ได้สร้างคณิตศาสตร์แขนงใหม่ ๆ ให้เกิดขึ้นเพื่อนำมาใช้ให้เป็นประโยคเหมาะสมกับสภาพปัจจุบัน นักคณิตศาสตร์สมัยนี้มีหลายคน ที่รู้จักกันดีได้แก่ แบร์นฮาร์ด รีมันน์ จอร์ด บูล อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ จอห์นฟอน นอยมันน์
เป็นบริเวณในระบบสุริยะที่อยู่ระหว่างวงโคจรของดาวอังคาร กับดาวพฤหัสบดี ประกอบไปด้วยก้อนหินจำนวนมากลอยเกาะกลุ่มกันเป็นแถบ เรียกหินเหล่านี้ว่า ดาวเคราะห์น้อย หรือ ดาวเคราะห์แคระ บางครั้งก็เรียกแถบความเคราะห์น้อยว่า "แถบหลัก" เพื่อแยกแยะมันออกจากแถบดาวเคราะห์แคระอื่นๆ ที่มีอยู่ในระบบสุริยะ เช่นแถบไคเปอร์ และแถบหินกระจาย (scattered disk)
มวลกว่าครึ่งหนึ่งของแถบดาวเคราะห์น้อยอยู่ในวัตถุขนาดใหญ่ 4 ชิ้น ได้แก่ ซีรีส, 4 เวสต้า, 2 พัลลัส และ 10 ไฮเจีย ทั้งสี่ชิ้นนี้มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางมากกว่า 400 กิโลเมตร สำหรับซีรีสซึ่งถือเป็นดาวเคราะห์แคระเพียงดวงเดียวในแถบดาวเคราะห์น้อย มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 950 กิโลเมตร[1][2][3][4] ส่วนที่เหลือมีขนาดลดหลั่นกันลงไปจนถึงเศษฝุ่น ชิ้นส่วนในแถบดาวเคราะห์น้อยกระจายอยู่อย่างเบาบางจนกระทั่งยานอวกาศหลายลำสามารถแล่นผ่านไปได้โดยไม่ชนกับอะไรเลย นอกจากนั้น ชิ้นส่วนดาวเคราะห์น้อยขนาดใหญ่ยังแตกสลายลง เกิดเป็นกลุ่มตระกูลดาวเคราะห์น้อยที่มีองค์ประกอบธาตุและวงโคจรใกล้เคียงกัน การแตกสลายทำให้เกิดเศษฝุ่นละเอียดขึ้นซึ่งกลายเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ทำให้เกิดแสงในแนวจักรราศี ดาวเคราะห์น้อยแต่ละชิ้นในแถบดาวเคราะห์น้อยจะจัดแบ่งกลุ่มโดยแยกตามการสะท้อนแสง โดยหลักแล้วมีสามกลุ่มได้แก่ กลุ่มคาร์บอน (C-type) กลุ่มซิลิกา (S-type) และกลุ่มโลหะ (M-type)
แถบดาวเคราะห์น้อยเป็นองค์ประกอบพื้นฐานของเนบิวลาระบบสุริยะในยุคเริ่มต้น ซึ่งเตรียมจะก่อตัวขึ้นเป็นดาวเคราะห์ แต่เนื่องจากตกอยู่ระหว่างวงโคจรของดาวอังคารกับดาวพฤหัสบดี แรงโน้มถ่วงขนาดสูงของดาวเคราะห์ยักษ์ทำให้ชิ้นส่วนกำเนิดดาวเคราะห์มีพลังงานในการโคจรสูงเกินไปจนไม่สามารถรวมตัวกันขึ้นเป็นดาวเคราะห์ได้ นอกจากนี้ยังเกิดการกระทบอย่างรุนแรง ซึ่งแทนที่ชิ้นส่วนเหล่านั้นจะรวมเข้าด้วยกัน กลับยิ่งแตกกระจัดกระจาย ด้วยเหตุนี้มวลส่วนใหญ่ในแถบดาวเคราะห์น้อยจึงมลายหายไปนับแต่ยุคเริ่มต้นของระบบสุริยะ บางชิ้นส่วนอาจหลุดรอดเข้ามายังระบบสุริยะชั้นในและพุ่งเข้าชนดาวเคราะห์ชั้นในกลายเป็นสะเก็ดดาว วงโคจรของแถบดาวเคราะห์น้อยยังคงถูกรบกวนอยู่เสมอ ในบางครั้งวงโคจรรอบดวงอาทิตย์ของมันบังเอิญไปสอดคล้องกับวงโคจรของดาวพฤหัสบดี ทำให้ชิ้นส่วนจำนวนหนึ่งถูกพัดพาข้ามช่องแคบเคิร์กวูดไปยังวงโคจรอีกระดับหนึ่ง
ปี ค.ศ. 1800 นักดาราศาสตร์ชื่อ บารอน ฟรานซ์ ซาเวอร์ ฟอน แซค เชิญเพื่อนๆ ของเขา 24 คนเข้าร่วมในชมรมไม่เป็นทางการแห่งหนึ่งซึ่งเขาเรียกว่า "สมาคมลิเลียนทาล" มีเป้าหมายจะจัดระเบียบให้ระบบสุริยะ ต่อมากลุ่มนี้เป็นที่รู้จักในชื่อ "ฮิมเมลสโปลิซเซ" (Himmelspolitzei) หรือ ตำรวจอวกาศ สมาชิกคนสำคัญได้แก่ เฮอร์เชล, เนวิล มัสเคลลีน, ชาร์ลส เมอร์สิเออร์ และ เฮนริค โอลเบอร์[8] สมาชิกนักดาราศาสตร์แต่ละคนจะได้รับมอบหมายให้ดูแลอาณาบริเวณ 15 องศาของจักรราศี เพื่อเสาะหาดาวเคราะห์ที่หายไป[9]
ไม่กี่เดือนถัดมา นักดาราศาสตร์คนอื่นซึ่งไม่ได้เป็นสมาชิกตำรวจอวกาศ ได้ตรวจพบสิ่งที่พวกเขาค้นหา วันที่ 1 มกราคม ค.ศ. 1801 จูเซปเป ปิอาซซี (Giuseppe Piazzi) ประธานสมาคมดาราศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยปาเลร์โม ซิซิลี พบวัตถุเคลื่อนที่ชิ้นเล็กๆ ในบริเวณที่คาดคะเนโดยกฎของทิเทียส-โบเด เขาเรียกวัตถุชิ้นนั้นว่า ซีรีส ตามชื่อเทพเจ้าโรมันองค์หนึ่ง คือเทพีแห่งการเก็บเกี่ยวและผู้พิทักษ์เกาะซิซิลี ในตอนแรกปิอาซซีเชื่อว่าวัตถุนั้นคือดาวหาง แต่เนื่องจากมันไม่มีโคม่า มันจึงน่าจะเป็นดาวเคราะห์[8] สิบห้าเดือนต่อมา โอลเบอร์ค้นพบวัตถุชิ้นที่สองในบริเวณฟากฟ้าเดียวกัน คือ พัลลัส มันไม่เหมือนดาวเคราะห์ดวงอื่นๆ เพราะปรากฏเป็นเพียงจุดแสงไม่ว่าจะใช้กล้องโทรทรรศน์ที่มีกำลังขยายสักเท่าใด นอกจากการเคลื่อนที่ของมันแล้ว ก็แทบไม่แตกต่างไปจากดวงดาวทั่วไปเลย ต่อมาในปี ค.ศ. 1802 วิลเลียม เฮอร์เชล เสนอให้จัดประเภทวัตถุเหล่านี้เป็นอีกชนิดหนึ่ง ให้ชื่อว่า "ดาวเคราะห์น้อย" (asteroid) ซึ่งมาจากภาษากรีกว่า asteroeide หมายถึง "เหมือนดวงดาว"[10][11]
แต่ทั้งที่เฮอร์เชลเสนออย่างนั้น วัตถุเหล่านี้กลับถูกเรียกว่าเป็น ดาวเคราะห์ ต่อมาเป็นเวลาหลายทศวรรษ[5] ราวปี ค.ศ. 1807 มีการศึกษาเพิ่มเติมพบวัตถุอีก 2 ชิ้นในย่านฟ้าเดียวกัน คือ จูโน และ เวสต้า[12] แต่สงครามของนโปเลียนทำให้การศึกษาค้นคว้าในช่วงแรกนี้ต้องยุติลง[12] และไม่มีความคืบหน้าใดๆ อีกเลยจนกระทั่งปี ค.ศ. 1845 จึงมีการค้นพบวัตถุชิ้นที่ 5 คือ แอสเตรีย นับจากนั้นก็มีการค้นพบวัตถุชิ้นใหม่ๆ อย่างต่อเนื่องในเวลาอันรวดเร็ว และความคิดที่จะเรียกสิ่งเหล่านี้เป็นดาวเคราะห์ก็เริ่มมีปัญหา ในที่สุดมันก็หลุดจากผังรายชื่อดาวเคราะห์ และข้อเสนอของวิลเลียม เฮอร์เชล ที่แนะให้เรียกมันว่า ดาวเคราะห์น้อย ก็เริ่มเป็นที่นิยมกันต่อมา[5]
ล่วงถึงกลางปี 1868 มีการค้นพบดาวเคราะห์น้อย 100 ดวง และเมื่อมีการคิดค้นภาพถ่ายดาราศาสตร์โดย แมกซ์ วูล์ฟ ในปี ค.ศ. 1891 ก็ทำให้อัตราการค้นพบวัตถุอวกาศเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว[14] ดาวเคราะห์น้อยถูกค้นพบ 1,000 ดวงในปี 1923 พบ 10,000 ดวงในปี 1951 และ 100,000 ดวงในปี 1982[4] ระบบการสำรวจดาวเคราะห์น้อยสมัยใหม่ใช้ค่าเฉลี่ยอัตโนมัติในการระบุตำแหน่งดาวเคราะห์น้อยดวงใหม่ๆ ได้เป็นปริมาณที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
ในโหราศาสตร์สากล โดยทั่วๆไป ใช้ดาวเคราะห์น้อย(Asteroids)แค่4ดวงเท่านั้นส่วนที่เหลือแล้วแต่ตามอัทยาศัยคือ
1.Ceres เส้นผ่าศูนย์กลาง770km ค้นพบเมื่อค.ศ.1801(พศ2344) ลูกสาวของดาวเสาร์เทพแห่งการเกษตร
2.Pallas เส้นผ่าศูนย์กลาง490 km ค้นพบเมื่อค.ศ.1802(พศ2345) 28 มีนาคม พ.ศ. 2344 (ค.ศ. 1802) - ไฮน์ริช วิลเฮล์ม มัททอยส์ โอลเบอรส์ นักดาราศาสตร์ชาวเยอรมัน ค้นพบแพลลาส ซึ่งเป็นดาวเคราะห์น้อยดวงที่ 2เทพแห่งปัญญาและสงคราม (ตำนานกรีก)
3.Juno เส้นผ่าศูนย์กลาง193 Km ค้นพบเมื่อค.ศ.1804(พศ2347)ภรรยาของดาวพฤหัสบดี) (ตำนานโรมัน) มเหสีของพระเจ้าโอลิมเปียที่ป้องกันสมรส; ภรรยาและน้องสาวของดาวพฤหัสบดี; ยมของกรีก Heraเทพบุตรโอลิมเปีย, น้องสาวและมเหสีของ Zeus, ยมของโรมัน Juno.
4. Vesta เส้นผ่าศูนย์กลาง386 kmค้นพบเมื่อค.ศ. 1807(พศ2351)ตำนานโรมัน เจ้าแม่ของบ้านและไฟในเปลวเพลิงที่ถูก tended โดยสาวพรหมจรรย์บริสุทธิ์; ยมของกรีก
พ.ศ. 2344 นักประดิษฐ์ชาวฝรั่งเศสชื่อ Joseph Marie Jacquard ได้พยายามพัฒนาเครืองทอผ้าโดยใช้บัตรเจาะรูในการบันทึกคำสั่งควบคุมเครื่องทอผ้าให้ทำตามแบบที่กำหนดไว้ ซึ่งเป็นแนวทางที่ทำให้เกิดการประดิษฐ์เครื่องเจาะบัตร (Punched Card Machine) ในเวลาต่อมา และถือว่าเป็นเครื่องจักรที่ใช้ชุดคำสั่ง (Program) สั่งทำงาน
สมัย(ประมาณ พ.ศ. 2344
สมัยนี้เริ่มประมาณแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (รัชกาลที่ 2) แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ นักคณิตศาสตร์ในสมัยนี้สนใจเรื่องรากฐานของวิชาคณิตศาสตร์และตรรกศาสตร์ (วิชาที่ว่าด้วยการใช้เหตุผล) นำผลงานคณิตศาสตร์รุ่นก่อนมาวิเคราะห์ นักคณิตศาสตร์รุ่นก่อนเคยกล่าวว่าเป็นจริงแล้ว นักคณิตศาสตร์รุ่นใหม่ก็จะนำมาคิดหาทางพิสูจน์ให้เห็นจริง ทำให้ความรู้ทางคณิตศาสตร์เดิมมีพื้นฐานมั่นคง มีหลักเกณฑ์ที่จะอธิบายได้ว่าการคิดคำนวณต่าง ๆ ต้องทำเช่นนี้เพราะเหตุใด ในขณะเดียวกันก็ได้สร้างคณิตศาสตร์แขนงใหม่ ๆ ให้เกิดขึ้นเพื่อนำมาใช้ให้เป็นประโยคเหมาะสมกับสภาพปัจจุบัน นักคณิตศาสตร์สมัยนี้มีหลายคน ที่รู้จักกันดีได้แก่ แบร์นฮาร์ด รีมันน์ จอร์ด บูล อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ จอห์นฟอน นอยมันน์
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)